สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ให้เราคือการลุกขึ้นขบถต่อสภาพชีวิตมนุษย์ที่เราไม่ได้เลือก

 

อาทิตย์ก่อนนั่ง remind เรื่องวัฒนธรรมสาธารณ์ของคุนเดอราไปแว๊บ ๆ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมคิดถึง “ความเบาหวิวเหลือทน” ขึ้นมาซะอย่างนั้น พึ่งนั่งนึกว่าคุนเดอราช่างนึกได้ หลายวันก่อนไปได้ “อ่าน”เล่มใหม่มา เปิดมาก็เจอ “ความบังเอิญ” (เหลือทน) ขึ้นมาซะงั้น เปิดมาก็เจอ “Land of Kitsch” ขึ้นมาเต็มหน้า ดูแล้วอยากจะขำก็ขำไม่ออก หึ ๆ แค่คิดพลิกกลับมาดูเล่น ๆว่าแน่ใจมั่นใจนะ ว่าอีกด้านก็ไม่ได้ “สาธารณ์” หรือต่างก็ช่วย ๆกันก่อช่วยกันสร้างวัฒนธรรมสาธารณ์พร้อมกับน้ำตาสองหยด เพียงแค่น้ำตาสองหยดแรกกับสองหยดหลังอยู่คนละบริบทกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต่างจะหนี “ความสาธารณ์” พ้น เพราะต่างก็สาด(สี) แห่งความสาธารณ์ใส่กันอย่างเมามัน

เมื่อวานถูกลากออกไปข้างนอก ก็เลยได้ la lenteur งานแปลเล่มใหม่ของคุนเดอราติดมือมา พร้อมกับซิมโพเซียมของเพลโต (พึ่งบ่นให้คนใกล้ตัวบางคนฟังว่า ราคาช่างต่างกันลิบลับ หึ ๆ วันนี้เลยแก้เผ็ดหยิบงานของเจมส์ จอยซ์ “the dead” ติดมือมาอีกเล่ม ) งานของคุนเดอรา เล่มนี้ใช้ชื่อไทยว่า “แช่มช้า” แปลโดยอธิชา หรือ มิวเตชั่น โปรยกันง่าย ๆ แบบนี้ว่า

“มีความสัมพันธ์ลับ ๆ อย่างหนึ่งระหว่างความแช่มช้ากับความทรงจำ และระหว่างความเร็วกับการลืม ลองยกสถานการณ์ที่แสนจะธรรมดาขึ้นมาสักอย่าง เช่น ชายคนหนึ่งเดินบนถนน ทันใดนั้น เขาอยากจะนึกถึงบางสิ่งแต่จำไม่ได้ ในตอนนั้นเอง เขาชะลอฝีเท้าลงโดยอัตโนมัติ ตรงกันข้าม ถ้าใครอยากจะลืมเรื่องราวเลวร้ายที่เพิ่งประสบ เขาจะเร่งฝีเท้าโดยไม่รู้ตัว ราวกับต้องการหลีกไกลจากสิ่งที่เกิดขึ้นที่ยังอยู่ใกล้ตัวเขามากเกินไปในตอนนั้น”

เมื่อคืนนั่งละเลียดอ่านจนจบเล่มไปแล้ว เป็นการพักจากการแกะงานบางอย่างหรือหลายอย่างที่กองรวมสุมกันอยู่ วันนี้บ่นกับคนใกล้ตัวบางคนว่า โชคดีจริง ๆที่กลับมาช่วยคั่นจังหวะเบรกสปีดการใช้ชีวิตของเราทัน ถ้าไม่มา เราเบรกไม่อยู่จริง ๆนะ ช่วงนี้หนึ่งอาทิตย์เหมือนผ่านไปหนึ่งเดือน รู้สึกตื่นตาตื่นใจตลอดเวลา มีอะไรให้ค้นให้หา จนบางที เหนื่อย หรือว่าปีศาจแห่งความเร็ว(ของยุคสมัย)แบบที่คุนเดอราบอกจะตามหลอกหลอน อ่านคุนเดอราจบแล้วก็ อืมนะ คนอะไรหนอ ช่างแดกดันสิ้นดี เมื่อเช้าตอนนั่งรถยังคิดถึงประเด็นของคุนเดอราอยู่ เหมือนคุนเดอราเอามนุษย์มาตีแผ่ขึ้นเขียงย้อนแย้งเสียจนน่าหวาดหวั่น เราว่า “มนุษย์สองหน้า” ของกามูร์นั่นตบหยอก ๆแล้วนะ งานของคุนเดอราก็เล่นแรงเหมือนกัน อ่านไปบางตอนก็ขำ บางตอนก็ อืมนะ โดยเฉพาะความมุ่งมั่นเรื่อง “รูก้น” ของแวงซองค์ นึกถึง “เผยร่างพรางกาย”ขึ้นมาซะงั้น

 เล่มนี้เป็นนิยายที่เป็นเรื่องโกหกแต่แทรกซ้อนเข้ามาในชีวิตจริงของผู้แต่ง เหมือนกับที่ตัวเรื่องบอกว่า

“เธอบอกฉันเสมอว่าวันหนึ่งอยากเขียนนิยายที่ไม่มีคำไหนจริงจัง เป็นความงี่เง่าครั้งใหญ่เพื่อความสะใจของเธอ ฉันเกรงว่าวันนั้นได้มาถึงแล้ว ฉันแค่อยากเตือนเธอว่าระวังให้ดี”

“ฉันขอเตือนเธอนะ ความจริงจังจะปกป้องเธอ การขาดความจริงจังจะปล่อยเธอตัวเปล่าเปลือยตรงหน้าฝูงหมาป่า และเธอเองก็รู้ว่าหมาป่าพวกนั้นรออะไรจากเธออยู่”

 เป็นสองเรื่องคล้ายจักรวาลคู่ขนานมูราคามิ แต่เป็นคู่ขนานข้ามกาลเวลา ข้ามศตวรรษ ระหว่างเรื่องของ มาดามเดอ ต และ อัศวินหนุ่มน้อย และท่านมาควิส กับเรื่องของ แบรค (สมญานักเต้น) นักวิทยาศาสตร์เชค นักกีฏวิทยาผู้ศึกษาเกี่ยวกับแมลงสาบสายพันธุ์ใหม่ ชายหนุ่มนามแวงซองค์ และหญิงสาวนามจูลี  ปงเตอแวงพร้อมเพื่อนพ้อง เล่าเรื่องไม่ถูก (เหมือนเคย) ต้องไปหาอ่านเอาเอง ได้แต่เอาบางตอนมาฝากกัน

 “การเป็นผู้ถูกเลือกเป็นแนวคิดทางเทววิทยาในความหมายว่าไม่ได้ขึ้นกับความดีงามใด ๆนอกจากอาศัยคำตัดสินแบบเหนือธรรมชาติ และไม่ได้เกิดจากเจตจำนงเสรีอันเป็นอิสระ หากไม่เช่นนั้นก็เป็นการเลือกตามอำเภอใจ ตามคำตัดสินของพระเจ้า บุคคลที่ถูกรับเลือกเพื่อบางอย่างที่พิเศษและไม่สามัญ ด้วยความเชื่อมั่นนี้เอง บรรดานักบุญต่าง ๆ ถึงได้ทุ่มเทเรียวแรงเพื่อรับความเจ็บปวดแสนสาหัส ราวกับเป็นการล้อเลียนตัวมันเอง แนวความคิดทางเทววิทยาเหล่านี้สะท้อนอยู่ในความโหดร้ายในชีวิตของเรา แต่ละคนในหมู่ของพวกเราต่างทนทุกข์ (มากบ้างน้อยบ้าง) กับการยอมสยบต่อชีวิตที่ธรรมดาสามัญเกินไปและต้องการที่จะหลุดพ้นและลุกขึ้น เราทุกคนเคยได้รู้จักกับภาพลวงตา (หนักบ้าง เบาบ้าง) ที่ว่าเราคู่ควรกับสิ่งที่สูงส่ง ถูกลิขิต และถูกเลือกให้เป็นไปเพื่อมัน”

 “ดังนี้ คนดังจึงกลายเป็นสถาบันสาธารณะ เหมือนการติดตั้งส้วม เหมือนสวัสดิการสังคม เหมือนการประกันภัยต่าง ๆ เหมือนการลี้ภัยของคนบ้า แต่พวกเขามีประโยชน์ก็ต่อเมื่อมีข้อแม้ว่าต้องอยู่แบบไม่อาจจับต้องได้จริง ๆ เวลามีคนต้องการยืนยันการถูกเลือกของตนด้วยวิธีต่อตรงเป็นส่วนตัวกับคนที่มีชื่อเสียง เขาเสี่ยงจะถูกไล่กลับเหมือนคนที่ตกหลุมรักคิสซิงเจอร์โดน การไล่กลับนี้ ในทางภาษาทางเทววิทยาเรียกว่า การร่วงหล่น ด้วยเหตุนี้หญิงที่ตกหลุมรักคิสซิงเจอร์จึงพูดถึงในหนังสือของเธออย่างชัดเจนและอย่างซื่อสัตย์ถึงความรักแบบโศกนาฏกรรม เพราะการร่วงหล่นที่กูจารด์ไม่ชอบและหัวเราะเยาะนี้ เป็นเรื่องโศกด้วยความหมายของมันเอง”

 “ในคณิตศาสตร์เชิงอัตถิภาวะนิยม ประสบการณ์แบบนี้มีรูปร่างเป็นสมการพื้นฐานสองข้อ คือ ระดับความช้าจะแปรผันตรงกับความเข้มข้นของความทรงจำ โดยระดับของความเร็วจะแปรผันตรงกับความเข้มข้นของการลืม”

“ตอนที่ผมกล่าวถึงค่ำคืนของมาดาม เดอ ต. ผมกล่าวถึงสมการที่เป็นที่รู้จักอย่างดีจากบทแรก ๆ ของคู่มือคณิตศาสตร์เชิงอัตถิภาวะนิยม นั่นคือ อัตราความเร็วแปรผันตรงกับความเข้มข้นของการลืม จากสมการนี้ เราสามารถสรุปผลลัพธ์ได้หลากหลาย เช่น ผลลัพธ์นี้ที่ว่ายุคสมัยของเราปล่อยตัวไปกับปีศาจแห่งความเร็ว และด้วยเหตุนี้มันจึงลืมตัวเองได้อย่างรวดเร็ว หากผมเลือกจะกลับข้อยืนยันนี้ แล้วกล่าวว่า เพื่อสนองความต้องการที่ยุคนี้ปล่อยตัวไปกับปีศาจแห่งความเร็ว มันเร่งฝีเท้าเพราะมันอยากทำให้เราเข้าใจว่ามันไม่อยากให้มีคนจำมันได้ เพราะมันรู้สึกขี้ขลาดเพราะตัวมันเอง คลื่นไส้กับตัวเอง มันอยากจะเป่าไฟไหวระริกริบหรี่ของความทรงจำให้ดับลง”

“เราสามารถมีชีวิตในความสุขและอยู่เพื่อความสุขและมีความสุขได้หรือไม่ อุดมคติของพวกสุขนิยมเป็นจริงได้หรือไม่ ความหวังนี้มีจริงหรือไม่ อย่างน้อยแสงริบหรี่แห่งความหวังนี้มีจริงหรือไม่”

เมื่อสถานะของผู้ถูกเลือกและผู้ร่วงหล่นดำรงอยู่ในคน ๆ เดียวกันอะไรจะเกิดขึ้น อืม ลูซิเฟอร์เราดี ๆ นี่เองปิดท้ายด้วยประโยคนี้ของคุนเดอราก็แล้วกัน

 “สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ให้เราคือการลุกขึ้นขบถต่อสภาพชีวิตมนุษย์ที่เราไม่ได้เลือก

หรือ kitsch ได้แพร่กระจายขยับขยายไปทั่วทุกอาณาบริเวณเข้ากลืนกินทุกพื้นที่ประนึงความว่างเปล่ากลืนกินดินแดนใน neverending story ประมาณนั้น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: