destiny :)

 

อาทิตย์ก่อนตกอยู่ในครอบแก้ววนเวียนวกวนกับเรื่องบางอย่างอยู่แบบหลุดออกมาไม่ได้ ตอนแรกก็ดูจะไม่ได้คิดจะอินไซด์ขนาดนั้น เพราะร้างลากับประเด็นนี้มานานเนื่องจากความสนใจหล่นหายไปหลายปีแล้ว กลับมาดูอีกครั้งก็เพราะความจำเป็นบางอย่างของคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเอง พอดูไปดูมาก็เริ่มอินอีกละ เริ่มสงสัยและใคร่รู้มีปัญหาตั้งคำถามมากไปหน่อย แกะไปแกะมาเลยเริ่มสนุกขึ้นมา

เรื่องที่ว่าคือ เรื่อง falling rate of profit ที่เป็น concept ในทฤษฏีของมาร์กซ์ซึ่งน่าจะอยู่ใน Das K เล่ม 3   เรื่องอัตรากำไรที่ลดลงนั้นเป็นแนวโน้มที่มาร์กซ์พิจารณาว่าระบบทุนนิยมมีแนวโน้มที่จะเกิดปัญหาหรือวิกฤตการณ์ในตัวเอง เนื่องจากอัตราผลกำไร(อันเป็นที่ต้องการหรือหมายปอง หึ หึ อันนี้พูดสนุกๆ) อันเป็นที่ต้องการเนื่องจากเป็นส่วนที่จำเป็นในการผลักดันตรรกะของทุน ซึ่งก็พูดไปล้านเจ็ดหนแล้วว่ามี motto ว่า accumulate accumulate ไม่ว่าจะสรรหาถ้อยคำอื่นใดมาใช้แทนก็หนีไม่พ้นไปจากคำนี้ คือ การขยายตัวของทุนผ่านการสะสมทุน

 ส่วนสาเหตุตอบแบบง่าย ๆ ที่ทำให้อัตราผลกำไรมีแนวโน้มที่จะลดต่ำลง ก็คือเนื่องจาก organic composition ที่รู้จักกันว่า c/v นั้นเพิ่มสูงขึ้น คือเมื่อระบบทุนนิยมพัฒนาไปก็จะมีการหันมาใช้ทุนมากขึ้นและใช้แรงงานลดลง แต่เนื่่องจาก surplus value นั้นได้มาจากแรงงานเท่านั้น ทำให้ในที่สุดแล้วอัตรากำไรจึงลดต่ำลง เนื่องจากตัวเศษหรือมูลค่าส่วนเกินอาจจะเท่าเดิมแต่ตัวหารเพิ่มขึ้น

ส่วนที่ทำให้งุนงงในตอนแรกก็คือการพยายามวัดอัตรากำไรที่ลดลง การดูแนวโน้มของอัตรากำไรที่ลดลง เนื่องจากการคิดคำนวณแบบนี้นั้นต้องมีการสร้าง model ในการหาเริ่มจากการพิจารณา 2 sectors โดย sector หนึ่งเป็น wage goods ส่วน sector ที่สองเป็น capital goods โดยนำเอาข้อมูล I/O table มาใช้ อันนี้ละทิ้งไปก่อน ฉะนั้นการหาอัตราผลกำไรว่าลดลง มันก็ต้องควบคู่ไปกับการพิจารณาหลาย ๆ ตัวแปร ที่เกี่ยวข้องที่เค้าเหมารวมเรียกเอาว่าเป็น Marxian Variables/Categories  นั่นเอง ตอนแรก งง และงง จนต้องถามคนใกล้ตัวบางคนว่า แน่ใจนะว่าใช้คำนี้ ได้รับคำยืนยันมาว่า เค้าใช้กันในการศึกษางานเหล่านี้ โอเค ใช้ก็ใช้ ไม่รู้นี่นา

ส่วนที่งุนงงมาก และเป็น กล่องดำเป็นปริศนาคาใจอันใหญ่ยักษ์ปักทิ่มกวนใจอยู่ก็คือ ถ้าใช้ I/O table แบบที่ใช้กันจะไปถึง MV ที่ต้องการศึกษาได้ง่าย ๆ เหรอ อันนี้บ่นมายกใหญ่จนคนใกล้ตัวบางคนระอา เห็นมันบ่นอยู่น่านนะละ เนื่องจากมีความรู้สึก (ไม่ ratonal เฟ้ย) ว่าการใช้ตัวแปรของ Neoclassic มาหา MV มันจะ compatible กับตัวแปรของ Marx ได้ไงฟะ แค่พูดว่าใช้ value added แทนผลกำไร ก็มีเคืองกันละ ไม่ใช่เฟ้ย เนื่องจากนิยามมันไปกันคนละเรื่องแล้ว คิดเท่าไรก็คิดไม่ตก เพราะอ่าน articles ของหลายคนไม่ว่าจะเป็นของ Wolff ที่ศึกษาอัตราผลกำไรของยูเอส กับ Puerto Rico หรือ ของ Venida ที่ศึกษากรณีของฟิลิปปินส์ ดูไงก็ดูไม่ออก เพราะส่วนนี้มันหายไปเหมือนกล่องดำที่เรามองไม่เห็นหรือไม่พูดถึง

แถม Venida ยังไประเบิดประเด็น context เรื่อง social disarticulation ออกมาซะงั้น อ่านไปอ่านมา causal relations มันไม่ firm เอาซะเลย อืม ก็เลยยิ่งงุ่นง่านไปกันใหญ่ แถมจะไปกระทบชิ่งลากเอาเรื่อง developed กับ developing ในระดับโลก ออกมาดูความแตกต่างในเรื่องอัตราผลกำไรที่ลดลงอีก ยิ่งทำให้เราตั้งข้อสงสัยไปอีก เลยบอกคนใกล้ตัวบางคนไปว่า จะ narrate แบบนี้ก็ไม่ผิด เพราะมีเรื่องที่จะเล่า มีเรื่องที่จะอรรถาธิบายออกมา แต่ที่เล่าและอธิบายออกมา เรายังไม่เชื่อสนิทใจ เพราะมันบอกไม่ได้เอาซะเลยว่าอันหนึ่งเป็นเหตุและอีกอันเป็นผล เพราะมันอาจจะกลับทิศกัน หรือเป็นแค่ coincidence โง่ ๆ ที่มาเจอกันโดยบังเอิญก็ได้ ก็เลยไม่คิดว่า โอเค ไม่งั้นก็ทำงานแบบ Dumenil&Levy ซะจะดีกว่า อืม เข้าใจผิดหรือเปล่าก็ไม่รู้ หึ หึ  

กลับมาพูดถึงกล่องดำต่อ สงสัย สงสัยมากมาย จนกระทั่ง โชคชะตาทำให้ได้พัดพางานของคุณPAPADIMITRIOU  มาให้ ก็เลย อืมนะ มันไม่ลงตัวกันจริง ๆนะละ เนื่องจาก เฮีย อันวา เชค กล่าวปิดท้ายเอาไว้ว่าซะเราสะดุ้งสะเทือนว่า

the differences in theory between the orthodox and Marxian traditions are also reflected in practice. This is not surprising since ‘the beginning is different, the method is different, the categories are different, the very purpose is different’ [Shaikh (1978,P. 111.]

 ที่นี้ถ้ามันไม่ลงตัว มันก็ต้องมีการปรับข้อมูล ในกรณีของ PAPADIMITRIOU ที่ทำการศึกษากรณีของกรีซก็ต้องปรับ เริ่มตั้งแต่ข้อถกเถียงเรื่อง productive work กับ undproductive work ที่แตกต่างกัน บางภาคการผลิตก็ต้องถูกตัดออกไปเพราะเป็นภาคการผลิตที่ไม่ได้สร้างมูลค่า(ในทัศนะของมาร์กซ์) รวมถึงต้องค่อย ๆ ปรับอีกหลายอย่าง ซึ่งก็แล้วแต่ว่าหน้าตาของตาราง I/O ของประเทศนั้น ๆ เป็นอย่างไร อืม อ่านไปอ่านมากก็เลยถูกโชคชะตาพัดพาไปที่ Shaikh  คือสงสัยตะหงิด ๆ ว่าต้องหางานของ เชค ปี 1978 มาอ่าน แต่ก็สังหรณ์ว่าถ้าจะหาไม่ได้เพราะ unpublished ให้ตายเถอะโรบิน ก็ขวนขวายไป search  หา search ไป search มาไปเจองานเล่มใหม่ ปี 94(ใหม่มากเลย) คาดว่า เชคจะปรับจากงานปีเจ็ดแปด ตอนแรกจะข้ามไปละ เพราะชื่อไม่เข้าตากรรมการ(ตาถั่ว)อย่างเรา ชื่อ measuring the wealth of nation อะไรประมาณนี้ พอดีเป็นพวกเห็นคำว่า wealth ไม่ได้แสลงใจ ไม่ชอบโชคดีที่ไป search หาสารบัญมาดู เพราะเชื่อแน่ว่า เชค คงไม่เขียน wealth แบบ Mainstream แน่ ๆ ก็เลยพบว่า เล่มนี้แหละที่ต้องการ

เห็นหัวข้อในหนังสือแล้วก็ อืมนะ น่าสนใจมากเลย เพราะมีหัวข้อที่ว่าด้วยการ convert NIPA กับ I/O เพื่อทำให้ข้อมูลที่มีสามารถแปลงเป็น Marxian V ด้วย และอันนี้แหละที่ต้องการ ตอนนี้ก็ได้แต่พยายามข่มใจตนเอง ระงับใจตนเอง ไม่ให้รีบตะกายไปหยิบตัวเล่มมาดูอยู่ เพราะต้องเข้าไปเอาไกลเหลือเกิน แต่ท่าทางคงจะไม่รอด เพราะนึกถึงอยู่เรื่อย ๆ ว่าอยากดูสิว่า เชค จะ lay out ออกมาหน้าตาเป็นยังไง เพราะเป็นหัวข้อที่คนที่คิดจะทำ empirical work แบบนี้ต้องดู

มานั่ง reflect ไปมาว่าทำไมถึงเลิกสนใจประเด็นพวกนี้ไป ก็พบว่า อาจเพราะไม่เคยเข้าไปถึงประเด็นแบบเล็ก ๆ แบบนี้ เพราะมัน specific มาก เนื่องจากเราเวลาดูอะไรมันก็มาแบบกลม ๆ มาเป็นก้อนๆ เชื่อมๆ กันอยู่ จึงไปสนใจพวก SSA กับ  Regulation มากกว่า ก็เลยเปะปะ ไปไม่ถึงfalling rate of profit  ซึ่งมันจะตกไม่ตกเราก็ไม่เคยสนใจ คนรู้จักกันบางคนถามว่า แล้วทำไมเค้าต้องทำหัวข้อประมาณ  falling rate of profit ด้วย เหตุผลคืออะไร อันนี้ตอบให้ได้เหมือนกัน แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดจะตอบแทนให้ เพราะมัวแต่หมกมุ่นคิดถึงเรื่องอื่นอยู่ อืม ตอบให้ได้ จะเข้าใจกันไหมละ เพราะจริง ๆ ความแตกต่างมันมาก เหมือนที่ เชคบอกเอาไว้ การคิดหรือการตั้งปัญหาที่แตกต่างกัน มันก็นำไปสู่กระบวนการเรียนรู้ แนวคิด ทฤษฏีที่ต่างกัน อธิบายไปก็ต้องลากออกมาทั้งกระพรวน ที่นี่แหละดังกรุ๊งกริ๊ง ๆ ไปตลอดทางแน่ เอ้า กลับมาที่เดิม ตอนนี้ที่คิดว่าที่เราสนใจก็ไม่ใช่สนใจว่าอัตราผลกำไรตกหรือไม่ ตกเท่าไร organic composition หรือ labor/capital productivity หรือ exploitation rate หรืออะไรทำนองนี้เป็นยังไง แต่สนใจการ lay out concept บางอย่างที่กว้างกว่า ซึ่งก็แน่นอนว่าต้องส่งผลต่อการทำความเข้าใจ concept แบบนี้ด้วย

อาทิตย์ก่อนคนใกล้ตัวบางคน ถามว่าเชื่อในเรื่องโชคชะตาหรือเปล่า ไม่ได้เป็น destiny เรื่องอะไรเลย เป็นเรื่อง destiny ของการแสวงหาความรู้ ที่ว่าในที่สุดด้วยโชคชะตาหรือชะตากรรมอะไรบางอย่าง ทุกอย่างที่ได้รู้มา วันหนึ่ง ตอนที่รู้ก็จะสงสัยว่าต้องรู้ไปทำไมเนี่ย วันหนึ่งความรู้แบบกระร่อยกระหริบแบบนี้ก็จับพลัดจับพลูมาเรียงตัวกันอย่างสวยงามต่อเป็นภาพบางอย่างให้เราได้ทำความเข้าใจ เหมือนเคยพบเหมือนเคยเห็น เหมือนอันนี้เคยรู้ เอ แล้วทำไมโยงไปอันนั้น อันนั้นก็เคยรู้โดยไม่ทราบวัตถุประสงค์ เมื่อเวลามาถึงตัวต่อทุกตัวมาพบปะกันโดยสมบูรณ์ ภาพบางภาพก็จะปรากฏขึ้น เป็นภาพที่คิดไม่ถึงว่าจะเป็น

ปฏิเสธก็แล้ว หันหลังให้ก็แล้ว เดินเฉไฉไปซ้ายทีขวาทีก็แล้ว กระโดดหายไปก็แล้ว หรือจะหลบไม่พ้นจริง ๆ ก็ไม่รู้ เฮ้อ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: