พลิกดู มรรควิธี & historical materialism

เมื่อวานได้หนังสือใหม่มาหลายเล่ม พอกลับมาก็หยิบ ๆ จับ  ๆอ่านดู แม้จะง่วงหงาวหาวนอนแค่ไหนก็วางบางเรื่องไม่ลงจริง ๆ เมื่อคืนอ่านจบไปสองเรื่องนี้ “มรรควิธีทางเศรษฐศาสตร์ของมาร์กซ์” ของพิชิต ลิขิตฯ กับ “บททดลองเสนอว่าด้วยทฤษฏีสังคมนิยมที่ไม่ใช่วัตถุนิยมประวัติศาสตร์” ของสุวินัย ภรณฯ จริง ๆ ทั้งสองบทความนี้ไม่ได้เขียนมาในบริบทปัจจุบัน บทความแรกอาจจะไม่มีปัญหาเพราะเป็นเรื่องทางมรรควิธีซึ่งไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลง ยกเว้นแต่จะมีใครนำกลับมาตีความแบบอื่น หรือพลิกดูในมิติอื่น ส่วนบทความที่สองอันนี้ต้องขอยกไว้ในฐานะที่มีบริบทของประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ในห้วงเวลาที่เขียนหนึ่งและบริบททางความคิดของผู้เขียนอีกหนึ่ง บวกกับวันก่อนได้นั่งอ่านประเด็นการวิพากษ์เศรษฐศาสตร์จากเพื่อนบ้าน นักรัฐศาสตร์ นักมนุษย์ฯ นักปรัชญาฯ ไปแล้วก็เลยกลับมานั่งคิดอะไร ๆ บางอย่างอยู่ แต่ยังไม่เสร็จสิ้นดี พอเจอไปอีกสองบทความนี้ก็เลยมีข้อสังเกตบางประการที่เป็นเรื่องส่วนตัวจริง ๆ

เริ่มจากมรรควิธีก่อน เรื่อง essence กับ phenomenon นี้เข้าใจ เรื่องการเคลื่อนตัวของความคิดจากภาพนามธรรมและง่ายที่สุดไปสู่ส่วนทั้งหมดที่เป็นรูปธรรมและซับซ้อนที่สุดก็โอเค เพียงแต่ในส่วนนี้มรรควิธีของมาร์กซ์ไม่ได้ simple อย่างที่เห็น เหมือนที่พิชิต พูดไว้ว่า 

หน้าที่ของวิชาเศรษฐศาสตร์การเมืองก็คือ การมองทะลุผ่านปรากฏการณ์ของระบบทุนนิยม ลงไปสู่เนื้อแท้ของมัน เพื่อค้นให้พบรากฐานที่มา ปัจจัยกำหนด และกฏเกณฑ์ ตลอดจนแนวโน้มส่วนลึกที่ช่วยให้เราสามารถเข้าถึง “เหตุผล” ของปรากฏการณ์ภายนอก การผ่านจากปรากฏการณ์เจาะลึกลงไปสู่เนื้อแท้ก็คือ กระบวนการเดียวกันกับ “วิธีแห่งการสอบค้น” ดังกล่าวข้างต้น คือ การดำดิ่งของความคิดจากส่วนทั้งหมดที่เป็นรูปธรรมและซับซ้อน ลงไปสู่มโนทัศน์พื้นฐานที่เป็นนามธรรมและง่าย ในทางตรงกันข้าม การผ่านจากเนื้อแท้ขึ้นมาสู่ระกับปรากฏการณ์ก็คือ กระบวนการเดียวกันกับ “วิธีแห่งการนำเสนอ” ดังกล่าวข้างต้น คือ การยกระดับความคิดจากปัจจัยที่เป็นนามธรรมและง่าย ขึ้นมาสู่สภาพส่วนทั้งหมดที่เป็นรูปธรรมและซับซ้อน (เป็นระดับปรากฏการณ์อีกครั้ง แต่ด้วยความเข้าใจอย่างถูกต้องต่อกฏเกณฑ์และแนวโน้มที่เป็นจริงที่อยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์เหล่านั้น) 

นั่นหมายถึงการเลาะรื้อ สำรวจ และกลับมาประกอบกับเข้ากันใหม่ในรูปแบบที่ภายนอกยังคงอยู่ในรูปแบบเดิม เพียงแต่ภายในถูกเรียบจัดลำดับโลจิกการอรรถาธิบายของความต่อเนื่องเชื่อมโยงความขัดแย้งในลักษณะที่ทุก ๆชิ้นถูกปัดฝุ่นเช็ดถูสำรวจหยิบจับพลิกหงายดูเรียบร้อยเสร็จสิ้นแล้วก่อนประกอบกันกับเข้าไปใหม่ ซึ่งผลสุดท้ายไม่เหมือนแรกดำดิ่งเข้าไป อืม พอเข้าใจได้

เศรษฐศาสตร์การเมืองของมาร์กซ์แบ่งออกเป็น 3 ปริมณฑล คือ ปริมณฑลการผลิต ปริมณฑลการหมุนเวียน และปริมณฑลส่วนทั้งหมด ซึ่งวางเรียงอยู่ใน Das K อันนี้ยังคิด ๆ อยู่ ถ้าแค่ Das K จะเป็นแก่นแกนสำคัญได้หรือเปล่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ Das K หรือไม่ใช่ สำหรับเราปัญหาคือ จะนำเอาอะไรไปใช้อรรถาธิบายอะไร เพื่ออะไร ถ้าต้องการวิพากษ์กลไกการทำงานของทุน Das K ก็อาจจะเป็นทางเลือกทีดี แต่ก็ไม่ใช่ทางเลือกเดียว หรือเปล่า

พอมาดูตรงความเชื่อมโยงระหว่าง เฮเกล มาร์กซ์ ฟอยเออบัค กับวิภาษวิธี ก็อืม น่าสนใจ เพียงแต่ว่ากฏการเปลี่ยนแปลงจากปริมาณไปสู่คุณภาพ ความขัดแย้งเป็นปัจจัยภายในของการเปลี่ยนแปลงพัฒนาสรรพสิ่ง ปฏิเสธแห่งการปฏิเสธ เนี่ย พอคิดทีไรก็ต้องตั้งข้อสงสัยแบบโง่ๆ ออกมาทุกทีว่า ถ้าคิดตามนี้ถ้าเชื่อตามนี้ historical materialism ที่มีจิตวิญญานแบบรอสทาวน์นั้นยึดถือกันมาได้ไงเนี่ย มันออกจะทื่อมะลื่อขนาดนั้น ก็ตั้งข้อสงสัยแบบโง่ ๆ อีกทีว่า unfinishing project ของ modernism นั้นตามมาหลอกหลอนอยู่ตลอดเวลา พ่วงมากับกระบวนทัศน์การคิดแบบวิทยาศาสตร์ธรรมชาติที่แทรกซึมอยู่กระทั่งในปัญหาในระดับปรัชญา

ส่วนบททดลองพูดถึง งานของ Polanyi กับ Wittfogel ที่ส่งผลกระเทือนต่อ วัตถุนิยมประวัติศาสตร์ กับสภานะและบทบาทของพรรคคอมฯโซเวียต อันที่น่าสนใจก็คือ historical materialism นั้นไม่เคยเชื่ออยู่แล้ว คิดอะไรมาได้ตั้งซับซ้อนลงทุนแกะ ๆ รื้อ ๆ สำรวจ ๆ วิพากษ์ ๆ มามากมาย สุดท้ายกลับมาตายแน่นิ่งที่กระบวนการเรียงแถวแบบเด็กประถม ประเภท เฮ้ยตัวเตี้ยไปอยู่หน้า ตัวสูงไปอยู่หลัง ประหลาดดี จะบอกว่าเพราะมันง่ายดี หรือมีอธิบายได้ชัดเจนหรือเห็นได้ชัดเป็นรูปธรรมดี ก็เป็นคำตอบที่ไม่น่าเนอะ ก็เลยแปลกใจนิดหน่อยเลยต้องถามว่า เฮ้ย เคยเชื่อกันด้วยเหรอเนี่ย ไปต่อ แล้วถ้าเชื่อกระบวนการเรียงแถวอย่างนี้ วิภาษวิธีที่ว่า ไดอะเล็กติกหนักไดอะเล็กติกหนาเนี่ย อยู่ ๆ วงล้อมันหยุดหมุนซะงั้น เนื่องจากหมุนมาเจอจุดที่สูงที่สุดแล้วหรือไง ไม่เข้าใจ จะวิภาษวิธีก็ต้องปล่อยให้ตรรกะมันหมุนของมันไป ที่สงสัยก็คือ ไม่เคยสงสัยเหรอว่าถ้ายังงั้น ตรงจุดที่สูงที่สุดคือคอมมิวนิสต์เนี่ย อยู่ ๆ ทำไมวิภาษวิธีมันหยุดทำงานกระทันหัน แสดงว่าก่อนมีวิภาษวิธียู presuppose obj ฟังก์ชันบางประการได้นี่หว่า แล้วก็เหมือนกันบอกว่า Max แล้วก็เรียบร้อย อยู่ที่จุดดุลยภาพนี้ไปเรื่อย เพราะปัจจัยที่จะทำให้ออกจากจุดนี้ไม่มี ตลกตายเลย เลวกว่านั้นก็คือ ดันเชื่อว่านี้คือโลกพระศรีอาริย์ของแท้ ให้ตายเถอะโรบิน

เห็นด้วยที่ผู้เขียนบอกว่า โปลันยี เน้นเว่าเศรษฐกิจแบบตลาดของยุโรปในศตวรรษที่สิบเก้า ซึ่งอยู่เบื้องหลังการก่อตัวของวิชาเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่นั้น มิได้มีพื้นฐานของการคงอยู่แบบเป็นสากลหรืออกาลิโกอย่างที่มักจะเข้าใจกัน แต่กลับเป็นระบบที่สถาปนาขึ้นมาได้ภายใต้เงื่อนไขที่เป็นกรณียกเว้นมาก กล่าวคือ การปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นเหตุการณ์ของประเทศอังกฤษ เศรษฐกิจแบบตลาด การค้าเสรี และระบบมาตรฐานทองคำ ก็เป็นสิ่งประดิษฐ์ของอังกฤษเช่นกัน”

เศรษฐกิจแบบตลาดจึงไม่สามารถนำมาใช้ในการทำความเข้าใจระบบเศรษฐกิจและระบบสังคมของมนุษยชาติเฉพาะในอดีตได้ (เราขอต่อให้ละกัน) ว่าและก็ไม่สามารถจะนำมาใช้ทำความเข้าใจระบบเศรษฐกิจและระบบสังคมในอนาคตได้ เพียงแต่เป็นการทำความเข้าใจ ณ ปัจจุบัน แต่ก็ไม่ครอบคลุมทั้งหมดทุกปริมณฑลทุกพื้นที่ ขอให้ระลึกเอาไว้ ที่น่าสนใจก็คือ ผู้เขียนกล่าวว่า

วิธีคิดเกี่ยวกับ “เศรษฐศาสตร์” ของโปลันยีนับว่าแปลกใหม่มาก ไม่ว่าจะมองจากพวกนีโอคลาสิกหรือพวกมาร์กซิสต์ โดยเฉพาะเมื่อเราคำนึงว่าในสมัยนั้น (และแม้ในสมัยนี้) มีความเชื่อว่า เครื่องมือของวิชาเศรษฐศาสตร์สำนัก “นีโอคลาสิก” สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์สังคมดึกดำบรรพ์ได้ เพราะ “กฏของการแสวงหาอรรถประโยชน์สูงสุดโดยการเลือกปัจจัยเครื่องมือที่หาได้ยากนั้น เป็นกฏที่ใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่ากับสังคมใด ๆ ” วิธีคิดเช่นนี้ โดยพื้นฐานแล้วก็ไม่ต่างไปจากพวกมาร์กซิสต์ที่เชื่อว่า ทฤษฏีวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ที่มีมโนทัศน์หลัก ๆ คือ แบบวิถีการผลิต ความสัมพันธ์ทางการผลิต และพลังการผลิต สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์สังคมได้ทุกสังคม ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์จนถึงปัจจุบันยันอนาคต

แล้วก็พูดต่อมาถึงความเข้าใจแบบ  formalistic ที่ยึดติดกับรูปแบบ กับ ความเข้าใจแบบ substantive ซึ่งเป็นการนิยามความหมายของเศรษฐกิจ จากความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ และระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองโดยพิจารณาจากการสับเปลี่ยนระหว่างมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทางสังคมและธรรมชาติที่ทำให้เกิดปัจจัยตอบสนองความต้องการทางวัตถุของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้แนวคิดของโปลันยีจึงท้าทายความคิดแบบวิธีการผลิต พลังการผลิต ความสัมพันธ์ทางการผลิต พอ ๆ กับทีท้าทายแนวคิดการทำงานของกลไกตลาด แต่จะไปไกลพอ ๆ เท่ากับที่ยุกติถามว่า นิยามว่าทรัพยากรมีจำกัด ความต้องการไม่จำกัดนั้นจริงหรือไม่ ใครเป็นคนบอกว่าทรัพากรมีจำกัด แล้วใครเป็นคนบอกว่าความต้องการของมนุษย์มีไม่จำกัด ทุก ๆ คนทุก ๆ ชนเผ่าเชื่อแบบนั้นหรือเปล่า ถ้าตอบไม่ได่ว่า ใช่ ก็อย่าช่วยกรุณาอย่าพยายามเหมารวม คำถามนี้ก็ถามกลับแก่มาร์กซิสต์เหมือนกัน ว่าวิถีการผลิตของคุณอาจใช้ไม่ได้ทุกกาลเทศะ จะใช้ก็ต้องรู้ว่าจะใช้เมื่อไร ใช่เพื่อวัตถุประสงค์อะไร อันนี้ก็ต้องสังวรณ์เอาไว้ด้วยเช่นกัน

ส่วนวิตโฟเกลก็พูดถึงพวกเอเชียติกโหมด การตั้งคำถามต่อสหภาพโซเวียตว่าจริง ๆอาจจะไม่ใช่สังคมนิยม หรือพัฒนาการที่สูงกว่าทุนนิยม เพราะรัสเซียยังไม่ได้เข้าสู่ทุนนิยม ยังไม่มีการพัฒนาชนชั้นนายทุน แต่ที่เป็นอยู่เป็นลักษณะทรราชย์แบบตะวันออกภายใต้สังคมพลังน้ำที่ต้องอาศัยระบบชลประทานขนาดใหญ่ต่างหาก และนำไปสู่การถกเถียง ประเภททุนนิยมกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา อะไรเทือกนี้ อันนี้ผ่านไป แต่ก็ให้ข้อสังเกตว่าที่ถกเถียงกันได้แบบจะเป็นจะตายมานานหลายปีในประเด็นเหล่านี้ ก็เพราะเชื่อในวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ที่มีจิตวิญญานแบบรอสทาวน์ และมีแนวคิดแบบ linear พุ่งไปข้างหน้า แถมเชื่อด้วยว่าจะเจอกฏหนึ่งที่สามารถอธิบายได้ทุกสิ่ง ทุกสถานที่และทุกเวลา ถ้าพบแล้วก็ยูเรกา แล้วผู้ใดจะยึดกุมกฏนี้ กฏว่าด้วยกลไกการทำงานอันแสนมหัศจรรย์ของตลาด กับกฏว่าด้วยกลไกการทำงานอันมหัศจรรย์ของวิภาษวิธี อันนี้ดูวิภาษวิธีจะน่าสนใจกว่า เพียงแต่พอจะเลือกใช้วิภาษวิธีก็ดันจะเลือกใช้ไดอาเล็กติกแบบกล้า ๆ กลัว ๆ อีก เพราะไดอะเลกติที่ใช้ถ้าไม่มี reservation มันก็จะเคลื่อนตัวไปแบบไม่หยุดนิ่ง อะไรที่ผ่านเลยไปก็ต้องยอมถอยทัพให้กับสิ่งที่วิวัฒน์ขึ้นมาใหม่ แต่ขอตั้งข้อสงสัยว่า ณจุดนี้ เราไม่มามองแบบพุ่งไปข้างหน้าหรือย้อนกลับไปข้างหลังได้หรือเปล่า เพียงแต่มองว่ามันเปลี่ยนก็เปลี่ยน วิวัฒน์ก็วิวัฒน์ไป เหมือนกับที่สุวินัยเหมือนจะเข้าใจเช่นเดียวกันว่า

ทฤษฏี “อดีต” หรือ ทฤษฏี “ประวัติศาสตร์” นั้นเป็นปมเงื่อนสำคัญที่สุดในการหลุดพ้นจากความอับตันทางความคิด ทั้งนี้เพราะนอกจากทฤษฏี “อนาคต” จะเป็นการคลี่คลายทางตรรกะต่อจากทฤษฏี “อดีต” แล้ว “อนาคต” ยังเป็นอดีตที่ยังมาไม่ถึง และอดีตก็คือ “ซากสังขารที่ผุกร่อนของอนาคต” นั่นเอง ส่วนปัจจุบันก็คือสิ่งที่กำลังจะเป็นอดีต แลเพิ่งเป็นอดีตของอนาคต

เนื่องจากไม่มีใครเป็นเจ้าแห่งกาลเวลาหรืออยู่เหนือกาลเวลา อดีตจึงเปิดกว้างเสมอสำหรับนักคิดนักผจญภัยที่จะไปบุกเบิกแสวงหาเส้นทางใหม่ ๆ ด้วยพลังแห่งจินตนาการทางประวัติศาสตร์ของตัวเขาเอง

กระบวนการที่ไดอาเล็กติกเคลื่อนตัวไป ต้องใช้ให้สม่ำเสมอ คำถามก็คือ ทุกอย่างจะถูกกวาดทิ้งลงไปเมื่อเวลาเคลื่อนเปลี่ยนผ่านไป กระบวนการนี้จึงเป็นประโยชน์ในการตั้งข้อสงสัย การตั้งคำถาม ต่อการดำรงอยู่แบบสถิตย์แน่นิ่งไม่เคลื่อนไหว เพราะมันไม่มีการแน่นิ่งไม่เคลื่อนไหว along the way ก็มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอด  ปัญหาก็คือความมีพลวัตของไดอาเล็กติกนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อบอกให้ทราบแนวทางของการก่อตัวของ synthesis อันใหม่ที่จะอยู่ยั้งยืนยง  เพราะ synthesis ฉับพลันก็จะกลายเป็น thesis และ thesis นี้ฉับพลันก็จะกลายเป็น antithesis และ synthesis ที่ฉับพลันก็จะกลายเป็น thesis อันใหม่แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว เหมือนบอกได้ว่า negation ของ negation นั้นเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้นวัตถุนิยมประวัติศาสตร์จึงเป็นแนวคิดที่แปลกประหลาดอย่างยิ่งถ้าจะคิดตั้งจุดหมายบางประการเอาไว้เป็น synthesis สุดท้าย แต่ที่โปลันยีเตือนก็คือ กระทั่ง thesis ที่คิดจะตั้งเองก็ต้องระมัดระวัง อย่าคิดว่า thesis-antithesis-synthesis ที่มีนั้นตัดตอนตัดช่วงและมีทิศทางเดียว เป็น thesis-antithesis-synthesis ของทุกชีวิตและสังคม

ปล ถึงจุดนี้ใครหลายคนอาจนึกถึง “ไตรลักษณ์” ในพุทธศาสนาขึ้นมาว่านี่ไง อกาลิโก นี่ไงคือไดอาเล็กติก เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนของ พูดให้เหตุผลแบบโง่ ๆ ก่อน ว่าอย่าเอาสมมติสัจจ์มารวมเข้ากันกับไตรลักษณ์ อันที่เราพูดเป็นการกำหนดหมายร่วมของสังคมมนุษย์ เป็นบัญญัติอย่างหนึ่ง ประเด็นโลกุตตระกับโลกียะขอแยกจากกันก่อน เพราะเราเองก็ไม่แน่ใจจริง ๆ หรือไม่แน่จริง ขืนเอาไปเขย่ารวมกันเดี๋ยวจะได้ ไม่สัสตทิฐิก็อุเฉททิฐิออกมา จะไปกันใหญ่

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: