เก้ากันยายนกับชั่วกัลปวสาน

มนุษย์เราถูกมองเป็นอื่นได้มากขนาดไหน มีความแปลกแยกแตกต่าง ไม่เข้าพวกเข้าหมู่ได้มากขนาดไหน ความเป็นอื่นที่ว่านี้ครอบคลุมหลากหลายตั้งแต่สิ่งที่มองเห็นได้ง่าย ๆทางกายภาพไปจนถึงสิ่งที่ก็ยังคงมองเห็นได้อย่างพฤติกรรมที่สื่อสะท้อนออกมาสู่ปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์คนอื่น ๆ ไปจนถึง สิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าอย่างเช่นความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ ความเชื่อ ค่านิยม การให้คุณค่า ความหมาย วิถีคิด ฯลฯ สิ่งที่สงสัยก็คือ โดยตัวของมันเองความแปลกแยกแตกต่างไม่เข้าหมู่เข้าพวกไม่ได้เป็นปัญหา แต่ถูกทำให้เป็นปัญหาขึ้นมาโดยสิ่งที่เรียกว่าความต้องการเข้าพวก การสร้างความเหมือน การขจัดความไม่เข้าพวก

ก็ต้องย้อนกลับไปถามว่าโดยธรรมชาติแล้ว ต้องการความหลากหลายทางชีวภาพหรือความไม่แตกต่างกันแน่ ก็ตอบกันไปได้เป็นสองทางอีก คือ ด้านหนึ่งเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของเผ่าพันธุ์ก็ต้องการความหลากหลายเผื่อคุณลักษณะแบบไหนมีปัญหาจะได้ไม่พากันสูญพันธุ์ล้มหายตายจากไปเป็นหมู่ แต่อีกด้านหนึ่งก็ต้องบอกว่าต้องการทำให้มีลักษณะหนึ่งเดียว และคุณลักษณะที่เลือกสรรนั้นก็ต้องเป็นคุณลักษณะที่(คิดว่า)ดี fittest เพราะคุณลักษณะหรือสิ่งที่มีคุณลักษณะแบบนี้จะอยู่รอดปลอดภัยได้ยาวนาน นั่นเอง ถ้าคำตอบเป็นสองแบบนี้ที่ดูเหมือนจะย้อนแย้งกันแบบนี้ ปัญหาอยู่ที่ไหน น่าแปลกที่สองคำตอบที่ย้อนแย้งกันแบบนี้กลับย้อนกลับไปถึงสิ่งหนึ่งสิ่งเดียว นั่นคือ มนุษย์ต้องการจะดำรงอยู่ได้ยาวนานอยู่รอดปลอดภัยไปชั่วกาลปวสานนั่นเอง ปัญหาก็คือ มนุษย์(ประเภทไหนหรือเผ่าพันธุ์ไหนเหรอ)ถึงมีอภิสิทธิ์ที่จะอยู่รอดปลอดภัยไปชั่วกาลปวสาน และชั่วกาลปวสานนั้นยาวนานขนาดไหน ในเมื่อไม่เคยมีใครอยู่จนถึงชั่วกาลปวสานก็เลยไม่สามารถมีใครบอกได้ว่าชั่วกาลปวสานนั้นพุ่งไปข้างหน้าได้ไกลแค่ไหน หรือในที่สุดแล้วชั่วกัลปวสานอาจจะหักหลังกันต่อหน้าต่อตาด้วยการพุ่งกลับมาสู่จุดเริ่มต้นให้ดำเนินกระบวนการกระเสือกกระสนเข้าสู่ชั่วกัลปวสานใหม่กันอีกรอบแล้วรอบเล่าก็อาจเป็นได้ ใครเล่าจะอาจล่วงรู้ได้

เริ่มจากเมื่อวานเดินทะเล่อทะล่าขึ้นไปบนรถไฟฟ้าก็ไปเจอแอ่งที่นั่งช่วงนึงว่างอยู่ กวาดตาไปก็พบว่ามีคนนั่งอยู่หนึ่งคนแต่เป็นคนที่มีกายภาพผิดปกติ (define จากมุมมองของมนุษย์ส่วนใหญ่) คือหน้าคล้ายมนุษย์งวงช้างคือหน้าตาและปากและหน้าเค้าจะบวมมากจนผิดรูปผิดร่าง ที่ไม่น่าแปลกใจก็คือด้วยคุณลักษณะทางกายภาพแบบนี้ ทำให้มนุษย์คนอื่น ๆทำตัวเสมือนหนึ่งว่า การมีสิ่งมีชีวิตที่มีกายภาพแตกต่างนี้มันน่ารำคาญใจหรือรบกวนจิตใจมนุษย์คนอื่น ๆ มาก ดีกว่านั้น(หรือแย่กว่านั้นหน่อย)ก็คือ ทำเสมือนหนึ่งว่ามนุษย์(หรือสิ่งที่แปลกแยกแตกต่างนั้น)ไม่มีตัวตน หรือไม่ได้ดำรงอยู่ เป็นคำตอบที่ว่า ทำไมถึงมีที่ว่างเหลืออยู่หนึ่งแอ่งตรงนั้น เป็นทีว่างที่เมื่อเราเลือกไปนั่ง ก็ยังเว้นช่องว่างไว้อยู่อีกหนึ่งแอ่ง เนื่องจากจริง ๆ แล้วปีศาจของความเป็นอื่นก็ยังคงตามมาหลอกหลอนเราอยู่ดี ระหว่างนั้นก็นั่งสำรวจปีศาจวิทยาของความเป็นอื่นอย่างคร่ำเคร่ง พร้อมกันนั้นก็ก่นด่าโชคชะตาฟ้าดินพระเจ้าและกฏแห่งกรรมว่า ไม่ต้องทำงานกันจริงจังเป็นเรื่องเป็นราวขนาดนี้ก็ได้ แล้วก็ได้ข้อสรุปเดิม ๆที่แทบไม่อยากจะพูดถึงอีกว่า โลกนี้มันไม่ยุติธรรม

เพราะโลกนี้มันไม่ยุติธรรม ชีวิตมันไม่ยุติธรรม อะไร ๆมันจึงกระเด็นกระดอนเข้าระยะสายตาระยะจิตใจเราอยู่เรื่อย ๆ ก็ในเมื่อโลกไม่ยุติธรรม ชีวิตไม่ยุติธรรม มนุษย์ก็ต้องอนุวัตไปตามโลกคือไม่ยุติธรรมไปด้วย แต่โลกที่ว่าไม่ยุติธรรม ชีวิตที่ว่าไม่ยุติธรรม ก็ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นโลก ๆ เดียวที่มีอยู่ หรือเราจะต้องย่อยสลายไปกับโลกและชีวิตแบบนี้ แม้ว่าโลกไม่ยุติธรรม ชีวิตไม่ยุติธรรม มนุษย์ก็ไม่จำเป็นต้องไม่ยุติธรรมไปด้วย เพราะคนที่จะบอกว่าโลกยุติธรรมหรือไม่ ชีวิตยุติธรรมหรือไม่ อาจเป็นตัวมนุษย์เองต่างหาก เพราะโลกและชีวิตไม่ได้มีการให้คุณค่าอย่างที่มนุษย์ให้คุณค่า โลกและชีวิตจึงไม่สนใจว่าเราจะแปะป้ายติดตราใส่สีให้ว่ามันยุติธรรมหรือไม่ยุติธรรม

เห็นใจแต่เพียงว่า คนบางคนควรจะได้ ก็ไม่ได้ คนบางคนไม่ควรเสีย ก็ต้องเสีย คนมากมายที่ใครหลายคนบอกว่าดี ก็ไม่จำเป็นต้องดี ในทางกลับกันคนบางคนที่ใครหลายคนบอกว่าไม่ดี  ก็ไม่จำเป็นต้องไม่ดี อะไรหลาย ๆ อย่างที่ย้อนแย้งก็ไม่จำเป็นมีแก่นแท้ที่ย้อนแย้ง คนใกลัตัวบางคนบ่นว่า ใครบางคนถูกทำให้กลายเป็นคนนอกไป เนื่องจากไม่สามารถแปะป้ายตีตราเดียวกันกับใครหลายคนได้ แลยต้องปลีกตัวออกไปอย่างเงียบ ๆ ถึงเราจะสามารถทำความเข้าใจถึงความเป็นมาเป็นไปเหล่านั้นได้ แต่ในเมื่อคุณไม่เคยมีโอกาสถูกทำให้เป็นคนนอก คุณก็ยากที่จะซึมซับได้ว่า การเป็นคนนอกนั้นเป็นอย่างไร แล้วคนนอกนั้นจะรู้สึกรู้สาอะไรกับการถูกกันออกไปเป็นคนนอก เพราะต่อให้เข้าใจหรือเห็นอกเห็นใจอย่างไร ในเมื่อเราไม่ใช่คนนอกก็ต้องยอมรับว่าไม่ใช่ ต่อให้พยายามอย่างหนักที่จะทำความเข้าใจสถานะนี้อย่างไร ก็ไม่อาจเอาใจเขามาใส่ใจเรา หรือสวมเท้าของเราเข้าไปในรองเท้าของคนอื่นได้เหมือนที่พยายามจะทำให้เข้าใจว่าทำกันได้

การสังกัดอยู่ในสถาบัน และกลุ่มคนบางกลุ่ม สำนักบางสำนัก มีคุณลักษณะบางลักษณะ ที่คนนอกบางประเภทอยากแหวกฝ่าด้านเข้ามาเป็นคนในเหลือเกิน แต่จะพยายามกลืนกลายอย่างไร ก็ไม่ใช่ ต้องยอมรับว่าไม่ใช่ ในทางกลับกันการพุ่งฝ่าออกไปของคนใน จะพยายามกลบเกลื่อนลบรอยอย่างไร ก็ต้องยอมรับว่าสลัดไม่หลุด หนีออกไปไม่ได้ หรืออะไรบางอย่างใครบางคนไม่ว่าใครจะเรียกว่า โชคชะตา destiny พระเจ้า มือที่มองไม่เห็น  ได้เป็นคนกำหนดเอาไว้แล้ว เทววิยาแบบนี้เราจะยอมซื้อกันหรือไม่ ไม่ว่าจะคิดในแง่ไหนมุมไหน ก็ยากที่จะหลีกพ้นเทววิทยาบางรูปแบบ มนุษย์เป็น agent ที่ active สุด ๆ หรือมนุษย์เป็นอณูที่ว่างเปล่าไร้แก่นสารล่องลอยไปอย่างไร้จุดมุ่งหมาย แล้วแต่โชคชะตาหรือ structure ที่มองเห็นหรือไม่เห็นจะเป็นตัวกำหนด

ใช่ โลกและชีวิตไม่เคยยุติธรรม แต่ใช่หรือไม่มนุษย์เองก็ไม่เคยยุติธรรมต่อโลกและชีวิต ก็ในเมื่อโลกไม่ยุติธรรม ชีวิตไม่ยุติธรรม มนุษย์ก็ต้องอนุวัตไปตามโลกคือไม่ยุติธรรมไปด้วย แต่โลกที่ว่าไม่ยุติธรรม ชีวิตที่ว่าไม่ยุติธรรม ก็ไม่จำเป็นว่าเราต้องยอมรับว่ามันเป็นโลก ๆ เดียวที่เรามีอยู่  และเราจะต้องย่อยสลายกลายกลืนไปกับโลกและชีวิตแบบนี้ ชั่วกัลปวสาน เพราะชั่วกัลปวสานนั้นอาจจะไม่ได้มีอยู่จริง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: