อ่านกรัมชีผ่านอัตชีวประวัติ 3

การวิเคราะห์ของกรัมชีที่น่าสนใจที่ได้จากการอ่านอัตชีวิประวัติของกรัมชี ก็คือ การให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลง(ดัดแปลง)โครงสร้างส่วนบน ซึ่งเป็นเรื่องของอุดมการณ์ ความคิดความเชื่อ ศีลธรรมจรรยา กฏเกณฑ์การปฏิบัติ และอื่น ๆ ในแง่นี้แนวคิดของกรัมชีมีพัฒนาการเช่นกัน ในช่วงแรก มีการวิเคราะห์ว่ากรัมชีได้รับอิทธิพลจากแนวคิดจิตนิยมแบบโกรเช (ไม่รู้จักโกรเช หึ หึ )ซึ่งเป็นปัญญาชนหรือนักทฤษฏีจิตนิยม หรือบางคน label โกรเช ว่าเป็น  Neo-Hegelian (ที่มีอิทธิพลต่อนักคิดอิตาลีในห้วงเวลานั้นอย่างมาก)  แต่ต่อมาแม้ว่าแนวความคิดของโกรเชจะยังคงอยู่ในแนวความคิดของกรัมชี แต่กรัมชีก็สามารถสกัดแนวคิดแบบจิตนิยมของโกรเช ที่มีลักษณะของเทววิทยา เหมือนแนวคิดของเฮเกลที่มีลักษณะ transcendence ที่ข้ามกาลเวลาออกไป แล้วนำเอาส่วนที่สามารถใช้การได้จริง ๆ แบบไม่หลุดลอยไปจากบริบทที่เกิดขึ้นจริงมาใช้ โดยผ่านการพิจารณาของการคลี่คลายหรือเคลื่อนตัวของประวัติศาสตร์จริง ๆ โดยเฉพาะกรณีของอิตาลี

โดยกรัมชีพิจารณาความแตกต่างระหว่างบริบทของประเทศยุโรป (ตะวันตก) กับประเทศตะวันออก ที่ว่า

ในทางตะวันออก รัฐคือทุกสิ่งทุกอย่าง ประชาสังคมยังไม่เจริญและอ่อนปวกเปียก แต่ในทางตะวันตก รัฐและประชาสังคมมีความสัมพันธ์พอดี ๆ กัน และในเวลาที่อำนาจ (รัฐสั่นคลอน เราจะเห็นทันทีว่าโครงสร้างของประชาสังคมยังมีความเข้มแข็ง ในกรณีนี้รัฐเป็นแต่เพียงสนามเพลาะป้องกันที่อยู่แนวหน้า และหลังแนวนี้ก็จะมีสายใยอันเข้มแข็งของป้อมค่ายรวมทั้งทางด้านใต้ดินของป้อมค่ายเหล่านี้”

กรัมชีตั้งขอสังเกตว่าคนมักจะเปรียบเทียบวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจเหมือนการระดมยิงของปืนใหญ่เพื่อเปิดแนวป้องกันของศัตรู และเปิดโอกาสให้กองทหารรุกหน้าได้รวดเร็วท่วมท้นฝ่ายศัตรู แต่เขากล่าวเพิ่มเติมว่า ในสงครามสมัยใหม่ การทำลายด้วยการระดมยิงด้วยปืนใหญ่ต่อแนวป้องกันของศัตรูไม่ได้เป็นเครื่องประกันความสำเร็จของการรุกรบแต่อย่างใด เพราะหลังแนวป้องกันนี้ยังมีระบบการป้องกันซึ่งยังคงสภาพเรียบร้อยและพร้อมที่จะยันการรุกของข้าศึกกลับไป  ดังนั้น

ในรัฐที่ก้าวหน้าที่สุดที่ประชาสังคมกลายเป็น (สังคมที่มี) โครงสร้างซับซ้อนและต้านทาน “การระเบิดทั้งปวง” ของปัจจัยทางเศรษฐกิจที่สร้างความพินาศอย่างใหญ่หลวง โครงสร้างส่วนบนของสังคมสมัยใหม่เปรียบได้กับระบบสนามเพลาะต่าง ๆ ของการสงครามสมัยใหม่

ด้วยเหตุนี้กรัมชีถึงพิจารณาว่าพร้อมกับการช่วงชิงอำนาจรัฐ จะต้องมีการช่วงชิงประชาสังคมให้ได้ด้วยทั้งในระดับโครงสร้างส่วนล่าง และในระดับโครงสร้างส่วนบน สิ่งสำคัญที่น่าสนใจก็คือ การช่วงชิงประชาสังคมในระดับโครงสร้างส่วนบน ที่เรียกว่า “การปฏิรูปทางปัญญาและทางศีลธรรม” หากขาดสิ่งเหล่านี้ การเปลี่ยนแปลงใด ๆที่เกิดขึ้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้างส่วนล่างก็จะดำรงอยู่ได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจากจะมี backlash กลับมา

การครองความเป็นใหญ่จึงไม่ได้เป็นเพียงการยึดอำนาจ การครอบครอง และใช้อำนาจ เท่านั้น แต่การครองความเป็นใหญ่เป็นการใช้การครอบงำ เป็นการแทรกซึมทางความคิดความเชื่อ อุดมการณ์ ศีลธรรมจรรยา กฏเกณฑ์ข้อปฏิบัติ และอื่น ๆ นานัปประการ การพิจารณาของกรัมชีจึงเป็นการเจาะลึกถึงรากเหง้าของความคิดความเชื่อ ฯลฯ ที่ซ่อนเร้นอยู่ออกมา

อย่างไรก็ตาม ในบริบทของอัตชีวประวัติของกรัมชี จะพบว่า ข้อเสนอแนะของกรัมชีนั้นได้ถูกทักท้วง ไม่เห็นด้วยในหลายประเด็น เพราะการมองข้ามแนวคิดหลักอันนี้ของกรัมชี  โดยเฉพาะการปฏิบัติการของพคอ พสอ รวมถึงสากลฯที่มีข้อถกเถียงเรื่องการเป็นพันธมิตรระหว่างกลุ่ม เช่น ในอิตาลี เมื่อเกิดการจับมือกันระหว่างกษัตริย์กับฟาสซิสต์มุโสลินี ปัญหาที่ถกเถียงกันคือ จำเป็นหรือไม่ที่อิตาลีจะต้องผ่านการเข้าสู่ประชาธิปไตยแบบบูชัวซีร์ก่อนจะข้ามต่อไป ณ บริบทนั้นกรัมชีเห็นว่าสิ่งที่ผู้คนต้องการก็คือ เสรีภาพและประชาธิปไตยแบบบูซัวซีร์ จึงเสนอให้พคอ จับมือเป็นพันธมิตรกับบูซัวซีร์บางกลุ่มก่อน ส่วนนี้อาจจะพิจารณาได้ว่าเนื่องจากกรัมชีเห็นถึงความไม่พร้อมของสังคมของอิตาลีเอง นอกจากนี้ก็เป็นข้อถกเถียงเรื่องจะเข้าสู่กระบวนการรัฐสภาหรือไม่เข้าสู่กระบวนการ ฯลฯ การศึกษาบริบทประวัติศาสตร์สังคมของอิตาลีจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ โดยเฉพาะกับคำถามที่ว่า ด้วยเหตุใดทำให้ฟาสซิสต์ขึ้นมามีบทบาทยึดกุมอำนาจได้ในอิตาลีในยุคของดูเช่ (มุโสลินี) และที่ว่าไม่พร้อม ๆ นั้นเนื่องจากบริบทโครงสร้างส่วนล่างและบนของอิตาลีอยู่ในลักษณะไหน ทำไมกรัมชีจึงวิเคราะห์ออกมาในรูปแบบนั้น

ส่วนในบริบทของสากลฯก็สืบเนื่องจากความคิดเห็นและปฏิบัติการของโซเวียต รวมถึงความขัดแย้งช่วงชิงอำนาจกันระหว่างสตาลินก็บทร็อตสกี ที่ในที่สุดนำพาโซเวียตเข้าสู่ระบบเผด็จการแบบสตาลินแบบเต็มรูปแบบ (ใครสนใจอ่านงานสนุก ๆ ที่กระทบกระแทกแดกดันได้แบบน่ารัก ก็แนะนำให้ไปอ่านงานของ ออร์เวล เรื่อง the animal farm อ่านไปก็จะยิ้มไปอย่างเพลิดเพลินไม่มีเบื่อ เพียงแต่ต้อง keep in mind ว่านั่นคือการกระทบกระแทกแดกดันความขัดแย้งระหว่างสตาลินกับทร๊อตสกี ผ่านน้องหมูนโปเลียน กับ สโนว์บอลล์นั่นเอง) ในขณะที่ความขัดแย้งภายในก็ส่งผลกระทบออกมาถึงบทบาทของโซเวียตในระดับองค์กรอย่างโคมินเทอร์นและสากลฯด้วย

ดังนั้น ชะตากรรมของกรัมชีจึงเป็นชะตากรรมที่เชื่อมโยงกับบริบททางประวัติศาสตร์ณ ห้วงเวลานั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่กรัมชีถูกจับขังคุกอยู่นานหลายปีและไม่ได้รับการปล่อยตัวจนกระทั่งป่วยหนักส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะบริบทความขัดแย้งเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ จากอัตชีวประวัติของกรัมชี ดูเหมือนมุโสลินี จะกังวลต่อบทบาทหรืออิทธิพลของกรัมชีมากกว่าคนอื่น ๆ ทำให้แม้ว่ามีความพยายามเจรจาต่อรองกันเพื่อแลกการปล่อยตัวกรัมชีออกมา แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะเหตุใดมุโสลินีจึงคิดเช่นนั้น โชคชะตาจึงดูโหดร้ายกับกรัมชีมากมาย นับตั้งแต่ ความขัดแย้งภายในพคอ ของอิตาลีเอง การช่วงชิงอำนาจกัน การที่ไม่มีนักคิดที่ keenพอที่จะจับการเคลื่อนไหวทางบริบทประวัติศาสตร์สังคมได้ ทำให้ พคอ เข้าขั้นย่ำแย่ ในขณะที่สากลฯ ภายใต้การนำของโซเวียตเองก็สะเปะสะปะ ทั้งหลายทั้งมวลเหล่านี้ รวมกับสภาพร่างกายที่พิกลพิการ สภาพจิตใจที่ไม่ปกติของกรัมชีเอง  รวม ๆ กันก็ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมได้หนึ่งเรื่อง เพียงแต่โศกนาฏกรรมนั้นเป็นโศกนาฏกรรมของกรัมชีเอง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: