สิบหกกรกฏาคมกับความรุนแรงเชิงโครงสร้าง

วันนี้แว็บไปฟังปาฐกถาสุภามา ครั้งนี้องค์ปาฐกคืออาจารย์ ส ศิวรักษ์ หัวข้อที่แสดงปาฐกถาคือ “ฉีกหน้ากากสังคมไทย” อืม ตอนฟังชื่อหัวข้อครั้งแรก ก็คิดว่า เฮ้ย ฉีกกันมาหลายปีแล้วไม่ใช่เหรอ ยังฉีกกันไม่เสร็จอีกเหรอเนี่ย ถ้ายังฉีกกันไม่เสร็จก็แสดงว่ามันคงมีหน้ากากหลายชั้น ๆ เข้าขั้นเทพแหง ๆ หึ หึ ซึ่งก็จริง อารมณ์ประมาณ มนุษย์สองหน้า ของกามูร์ยังชิดซ้าย ข้าน้อยขอคารวะ กลัวว่าฉีก ๆ ลอก ๆ กันไปมา จะพบว่าในที่สุดมันไม่มีอะไรเลย มันกลวง คราวนี้ละก้อตัวใครตัวมันนะเฟ้ย

อาจารย์ ส ก็พูดสิ่งที่เพื่อนร่วมฟังปาฐกถาของเรา ซึ่งไม่ได้พบปะกันมาหลายปีดีดักพูดว่า ถ้าอ่านงานอาจารย์ มานานแบบเกาะติด ก็จะรู้ว่าก็นั่นแหละ แกก็พูดก็คิดอะไรทำนองนี้เหมือนที่พูดวันนี้นะแหละ เหมือนเดิม ซึ่งก็เห็นด้วย แต่คิดอีกที ขนาดพูดซ้ำ ๆ ย้ำกันขนาดนี้ หน้ากากมันอาจจะไม่ยอมหลุดออกเลยสักชั้น  มีคนพยายามถามว่าแกพูดอะไร ก็นั่นแหละ นาน ๆ มาให้แกด่าให้ฟังที่ ก็ดีเหมือนกัน ให้คนตบ ๆ ที่ฟูอยู่ให้แฟ๊บยุบกลับลงไปบ้าง กวน ๆ สิ่งที่ตกตะกอนนอนก้นอยู่ข้างล่างให้มันลอยขึ้นมาบ้าง หรือไม่ก็ทำให้สิ่งที่แขวนลอยอยู่มันตกตะกอนนอนก้นกันไปบ้าง

สิ่งที่พูดก็เช่น พวกกึ่งดิบกึ่งดี     คร้าบ เป็นขี้ข้าตะวันตก คร้าบ พวกจบมาจากนอกขี้ข้าฝรั่ง โดยเฉพาะการศึกษาแบบอเมริกัน คร้าบ การศึกษาแบบตะวันตกที่สอนให้คนเชื่อตามอย่างเซื่อง ๆ คร้าบ พวกชนชั้นนำที่ไปสมาทานรับเอาความเป็นขี้ข้าฝาหรั่งมา คร้าบ แล้วโนเบล คริสซิงเจอร์ และท่านผู้มีอุปการคุณอื่นๆ ก็ถูกลากมาเชือด (แต่รางวัลโนเบล เราก็ยังชื่นชมโสมนัสกันอยู่)  หึ หึ

ที่เห็นด้วยก็คือ สังคมที่คนมันไม่มีความกล้าหาญทางจริยธรรม ยอมก้มหัวให้กับผลประโยชน์ พวกพ้อง ยกย่องอสัตย์และความไม่จริง มีแต่พวกกึ่งดิบกึ่งดี  (หมายเหตุ บางคำอาจเป็นศัพท์ของผู้เขียนเอง) อืม อันนี้ก็นะ สาวออกมาเท่าไรก็ไม่หมดจริงๆ จะไปลากประวัติศาสตร์ออกมากี่ช่วง ๆ ก็นะ ดูไม่จืด หมก ๆ ซ่อน ๆ หลบ ๆ เลี่ยง ๆ แต่ง ๆ เติม ๆ กันซะจนคนหมก คนซ่อน คนหลบ คนเลี่ยง คนแต่ง คนเติม ก็ชักงง ไซโคตัวเองไปจนคิดว่า ท่าจะ(ดี)จริง เล่นละครรายวันกันจนคนเล่นมันอิน ไม่ต้องสั่งแอ๊คชั่น ไม่ต้องสั่งคัท กันละ เพราะมันเล่นละครกันอยู่ตลอดเวลา

เลยกลับมาคำถามเดิม(อีกละ)สำหรับทุกเรื่อง มันโง่หรือแกล้งโง่ มันรู้หรือไม่รู้ ตอนนี้ก็เริ่มได้คิดละ ว่ามันโง่และไม่รู้ก็เพราะมันมีอะไรบังตา ก็ว่ากันไป เงินทอง ชื่อเสียง ลาภยศ สรรเสริญ ใคร weak ตรงไหนก็ปิดหูปิดตามันอันนั้นนะละ

วันนี้อาจารย์ ส พูดถึง โยฮัน กัลตุง ขึ้นมา ทำให้เรานึกถึงงานของกัลตุงขึ้นมาตะหงิด ๆ กัลตุงเป็นคนขยายความเรื่องความรุนแรงทางโครงสร้างออกมาตีแผ่ให้เห็น จริง ๆ มาร์กซ์เองก็ชี้ให้เห็นความรุนแรงทางโครงสร้างของระบบทุนนิยมอยู่ตลอด เพียงแต่เราก็ต้องสังวรณ์ว่าความรุนแรงทางโครงสร้างมันก็มีมาเรื่อย ๆ นะละ ไม่ใช่ว่าจะโผล่หัวโผล่หางออกมาแต่ในระบบทุนนิยม จะเป็นสังคมทาส ศักดินา สังคมนิยม หรืออื่น ๆ ก็มีความรุนแรงทางโครงสร้างที่แอบซ่อนอยู่หรือมองเห็นได้ไม่ชัดเจน(จริง ๆ มันก็ชัดเจน เพียงแต่ว่าคนส่วนมากไม่มองแบบองค์รวม ก็เลยคิดว่ามันไม่ชัดเจน หรือเห็นแต่ทำเป็นไม่รู้ เพราะเราเหยียบหลังคนอื่นอยู่ ไม่ได้เป็นคนถูกเค้าเหยียบนี่หว่า ไม่เป็นไร หรี่ตามันไปบ้าง ทำเป็นไม่เห็นซะ) เพียงแต่ที่กัลตุงมีความโดดเด่นก็คือ ศีลห้า ถูกกัลตุงระเบิดออกมา คือขยายความศีลห้าออกมาเป็นวงกรอบที่กว้างครอบคลุมการพิจารณาภายในบริบทของโครงสร้างทางสังคมด้วย

ล่าสุด ก็อย่างเช่น งานของพิชญ์ เรื่องเศรษฐศาสตร์การเมืองเรื่องยกทรง และชุดว่ายน้ำ  ก็สะท้อนให้เห็นปัญหาเรื่องการเลิกจ้างแรงงาน แล้วก็ชี้ให้เห็นว่าเรื่องยกทรงกับชุดว่ายน้ำที่ผู้หญิงใช้ ๆ กันอยู่ มันก็มีมิติหรือการกดขี่ทางแรงงานเป็นเงาทับซ้อนที่คนมักมองไม่เห็น หรือกรณีห้างวอลมาร์ทที่ใช้แรงงานโลกที่สามโดยกดค่าแรงแล้วส่งกลับไปขายในสหรัฐอีกที ก็เหมือนที่ มาร์กซ์พูดอยู่บ่อย ๆ ว่า เพราะระบบการผลิตแบบนี้มันไม่เห็นภาพความสัมพันธ์ทางสังคมหรือการผลิต ดังนั้นผู้ผลิตก็ไม่รู้ว่าผลิตให้ใครบริโภค วิธีการผลิตก็แยกย่อยจนไม่รู้ว่าทำอะไรอยู่ตรงส่วนไหน ภาพรวมการผลิตทั้งหมดเป็นอย่างไร ด้านผู้บริโภคก็ไม่รู้ว่าสินค้าที่ตนบริโภคมาจากไหน ใครเป็นผู้ผลิต จนเด็กเดี่ยวนี้คิดว่า อาหาร ขนม น้ำ เสื้อผ้า และอื่นๆ มันหาได้หรืองอกออกมาจากชั้นในห้างสรรพสินค้านะละ ภาพที่อยู่นอกเหนือจากนั้นมองไม่เห็น ไม่รู้ว่ากระบวนการแรงงาน การใช้แรงงาน การผลิต การจัดสรรผลประโยชน์ระหว่างทุนและแรงงานเป็นอย่างไร ระหว่างบรรษัทขนาดใหญ่กับเล็กเป็นอย่างไร ระหว่างผู้ขายปลึกขายส่งเป็นอย่างไร แล้วระหว่างผู้ขายปลีกกับลูกค้าละเป็นอย่างไร ทุกอย่างมันถูกตัดตอน เหมือนภาพที่มันขาดหายไป ทุกคนจะเห็นกันคนละ shot เท่านั้น ก็เลยมองไม่เห็นภาพของความรุนแรงหรือความเอารัดเอาเปรียบที่เป็นอยู่ ง่อยเปลี้ยเสียขาตาบอดหูหนวกกันไปหมด

ความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่ว่าลึกล้ำแล้ว ก็ยังมีความรุนแรงอีกประเภทที่ซึมลึกและน่ากลัวมากกว่า ก็คือ ความรุนแรงทางวัฒนธรรม ถ้าให้เรานึกก็คือ การสร้างความเป็นอื่น ที่พูดถึงบ่อย ๆ นะแหละ สองด้านของเหรียญเดียวกันก็คือ การยุบรวมหรือสร้างความเป็นหนึ่ง ไอ้ที่ไม่สามารถยุบรวมวงเป็นหนึ่งกับเค้าได้ด้วยเหตุผลใดก็ตามก็ถูกเตะกระดอนไปเป็น ความเป็นอื่น เพราะมันง่ายดี ไม่งั้นมันก็จะประดักประเดิก กล้ำๆกลืนๆ เตะมันออกจากวงนะง่ายดี ถึงมีการศึกษาเรื่อง social  exclusion ออกมาให้เห็น ว่ากลุ่มไหน ใคร หรืออะไรที่ถูกตีค่าตีตราหรือปิดป้ายว่าเป็นอื่น ไม่เข้าพวกบ้าง แล้วการถูกติดป้าย ตีค่า ว่าเป็นอื่น มันมีผลกระทบอะไรบ้าง ก่อให้เกิดความรุนแรงเอารัดเอาเปรียบได้ขนาดไหน ก็ต้องลองเรียนรู้ เฝ้าสังเกตกันไป

ด้วยเหตุนี้ความรุนแรงทางวัฒนธรรมเมื่อผนวกแนบสนิทกับความรุนแรงเชิงโครงสร้าง จึงเป็นความรุนแรงที่ซึมลึกกัดกร่อนเกาะกินไปได้แรมปี ข้ามจากคนรุ่นหนึ่งสืบต่อไปยังคนอืกรุ่น ส่งทอด accelerate กันไปได้เรื่อย ๆ ไม่งั้นมันคงไม่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ล้างชนชั้น และอื่น ๆ ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติเกิดขึ้น ถึงบอกว่าจะเล่นสงคราม การ accelerate อคติ 4 กันใช่ไหม ถ้าใช่ ก็เตรียมรับผลของการเล่นสนุกครั้งนี้ได้เลย จริง ๆ พูดอย่างนี้อาจจะไม่ถูกเพราะที่ทำการ accerelate กันอยู่มันก็อาจจะจุดชนวนฝังรากกันมานานมากแล้ว รอแต่จังหวะและเวลาเท่านั้น พอร้อยองศาปุ๊ปก็เดือดปุด ๆ พอดี

กลับมาประเด็นเดิม สังคมที่มันกึ่งดิบกึ่งดี นับถืออสัตย์หรือความลวงมากกว่าความจริง มันก็ต้องคุ้มดีคุ้มร้าย ครั่นเนื้อครั่นตัวกันไปอย่างนี้นะแหละ รอว่าวันไหนภูมิต้านทานมันต่ำมาก ๆ โรคร้ายมันก็จะถามหาเอา รักษาได้ไม่ได้ ก็แล้วแต่โรคร้ายมันเกาะกินไปมากหรือน้อย ภูมิต้านทานยังพอมีอยู่บ้างหรือเปล่า สังคมที่ หามาตรฐานกฏเกณฑ์ ความดี ความงาม ความจริงอะไรไม่ได้ ที่ลอยหน้าลอยตากันอยู่ ก็ไม่ใช่ของแท้ของจริง เพราะของแท้ของจริงมันล้มหายตายจาก มุดดิน สลายร่างหนีกันไปหมดแล้ว เพราะ เบื่อ เอียน และเลี่ยนเต็มแก่ หรือไม่ก็รู้สึกอายจนทนดู(ต่อไป)ไม่ได้

แต่จะให้กลับไปเปลี่ยนแปลงที่ปัจเจกแต่ละปัจเจก อืมนะ ให้ตื่นรู้ แล้วผลักดันให้เกิดการคลี่คลายความรุนแรงเชิงโครงสร้างและวัฒนธรรม อืมนะ ก็รอดูละกัน นึกภาพไม่ออกเหมือนกันว่าจะทำไง รอหมู่บ้านพลัม โคเอนก้า สันติอโศก หรือนาโรปะ เอ้าแถม K กับ Osho ให้ด้วย พวกที่ว่ามาทั้งหมดนี้จะดึงกันอยู่หรือเปล่า ก็รอคอยดูต่อไปด้วยใจจดจ่อเป็นอย่างยิ่ง ประนึงมหาภารตยุทธ์ที่ทุ่งกุรุเกษตรก็ไม่ปาน  หึ หึ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: