สิบเก้ามิถุนายนกับปลอกคอหมาจ๋อย

 

วันนี้ไปดูแอนนิเมชั่นเรื่อง Up มาหลังจากรีรอมาจากอาทิตย์ก่อน เนื้อเรื่องก็น่ารักดี มีมุกให้ขำได้ตลอด แต่คนที่ไปดูด้วยเริ่มตั้งคำถามว่า มันเป็นแอนนิเมชั่นแบบดราม่า หรือเปล่าเนี่ย เราก็คิดตะหงิด ๆ อยู่เหมือนกันไม่ใช่ไม่คิด หึ หึ เรื่องก็เป็นเรื่องของคุณปู่คาร์ลหรือมิสเตอร์เฟรดริกเซ่นที่ออกตามหาความฝันในวัยเยาว์ของตนเองและภรรยาที่ต้องการออกไปผจญภัย(ในโลกกว้าง) แบบที่เรียกว่าเป็นนักสำรวจ นักผจญภัยอะไรทำนองนั้น เป้าหมายของคุณปู่และภรรยาก็คือสถานที่ที่เรียกว่า Paradise fall ที่ตั้งอยู่ในป่าลึกที่ทวีปอเมริกาใต้

คือการเรื่องมันก็ควรเริ่มต้นแบบสนุก ๆ แต่ดูไปดูมาดันกลายเป็นดราม่าเล็ก ๆไป เรื่องไปเริ่มเอาจากตอนที่คุณปู่ยังเป็นเด็กชายคาร์ลอยู่แล้วก็มาเจอกับหัวหน้าคณะสำรวจน้อยจอมเฮลว์ คือภรรยาของตัวเองคือเอลลี่ที่มีความฝันต้องการเป็นนักสำรวจ(โลก)เหมือนกัน เรื่องก็ไล่เวลาไปเรื่อย ๆ จนสองคนได้แต่งงาน สร้างครอบครัว มีวิถีชีวิตไหลเรื่อยไป ผลัดวันเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ไปเรื่อย ๆ โดยมีลูกเล่นเรื่องโน้นเรื่องนี้เข้ามาเพื่อจะบอกว่าชีวิตมันก็มีรูทีนของมันที่เลื่อนไหลไป เวลาก็ผ่านเลยไป มนุษย์เราก็ถูกผลักให้ลื่นไหลไปตามกาลเวลาด้วยภารกิจ(ประจำวัย ประจำชีวิต) อะไรบางอย่างเรื่อยไป จนหันมาดูอีกที เฮ้ย แก่ได้ที่พอดี ก็เริ่มที่จะย้อนรำลึกถึงความฝันที่อยากทำโน่นทำนี่อย่างเป็นเรื่องเป็นราว พอมาคิดได้อีกที ก็เรียบร้อย บางคนก็อาจทำได้บ้าง บางคนก็ทำไม่ได้บ้าง หรือไม่มีโอกาสได้ทำอย่างเอลลี่ เรื่องมันก็เลยออกอารมณ์แบบ อืม นะ เศร้าเล็กน้อยถึงเศร้ามาก ประมาณว่า มนุษย์หนอมนุษย์ เราทำอะไรกันอยู่ฟะ ที่ทำไปหรือต้องทำอยู่เนี่ย โอเคหรือเปล่า จะทำให้เราต้องหันกลับมาถามตัวเองแบบนี้หรือเปล่า ถ้าคิดว่าไม่ก็โชคดีไป ถ้าเผื่อดันเป็นเจ้าหนูจำไม หันมาถาม (เมื่อสาย) ก็จบกัน จบกัน tragedy ดี ๆ นี่เอง แม้ว่าเราควรจะมี Motto ที่ว่าไม่มีอะไรสายเกินไป แต่ความจริงมันก็มักจะมีอะไรที่สายเกินไปเหมือนกัน หึ หึ

เรื่องก็เริ่ม(อีกที) จากการที่ปู่คาร์ลต้องถูกศาลบังคับให้ไปอยู่บ้านคนชรา เนื่องจากสุขภาพจิตที่เสื่อมโทรมเอา ๆ คุณปู่ก็เลยหอบหิ้วบ้านลอยข้ามฟ้าไปด้วยลูกโป่ง(สีสดใสสุด ๆ) พวกใหญ่เบ้อเร่ง ลอยข้ามฟ้า พร้อมกับติดเอาลูกเสือตัวอ้วนกลมที่ชื่อเด็กชายรัสเซลที่มีความใฝ่ฝันอยากจะคว้าเข็มกลัดอันสุดท้ายที่ขาดอยู่(เข็มกลัดช่วยเหลือผู้สูงวัย)มาครอบครองติดบ้านลอยไปด้วย ทั้งสองคนจึงได้ร่วมผจญภัยไปค้นหา Paradise fall ด้วยกันระหว่างทางก็จะไปเก็บเอานกยักษ์สีสวยที่ชอบกินช็อกโกแล๊ตเป็นชีวิตจิตใจที่ชื่อเควินกับน้องหมาตัวอ้วนกลมที่พูดได้เพราะมีปลอกคอเป็นสื่อกลางติดตามกันเป็นพรวนไปด้วย

เนื้อเรื่องก็เป็นการไล่ล่าตามจับนกยักษ์เคลวินของนักสำรวจคนหนึ่งพร้อมกับแกงค์หมาพูดได้ที่ยังไง ๆก็มีสัญชาตญานน้องหมาอยู่เต็มเปี่ยม คือ เห็นลูกบอลไม่ได้ต้องตามไปคาบกลับมา หรือได้ยินคำว่ากระรอกไม่ได้ต้องวงแตกกระเจิดกระเจิง ที่น่าขำกว่านั้นก็คือ เหล่าบรรดาน้องหมาจะรังเกียจหรือเหยียดหยามสิ่งที่เรียกว่า ปลอกคอหมาจ๋อย หมาตัวไหนทำผิดหรือถูกลงโทษต้องสวมปลอกคอหมาจ๋อย ซึ่งก็คือกรวยขาวที่ปกติสัตวแพทย์เค้าจะใส่ไม่ให้หมาหรือแมวขยับหัวลงมากัดโน่นกัดนี่นั่นแหละ ปลอกคอหมาจ๋อย อืมนะ คิดได้ คิดไปคิดมา สำรวจดูดี ๆนะ ว่าคนไม่ได้ใส่ปลอกคอ(คนจ๋อย)อยู่เหมือนกัน เพียงแต่ปลอกคอ(คนจ๋อย)เนี่ยอาจจะไม่ได้ถูกรังเกียจหรือเหยียดหยามเหมือนปลอกคอหมาจ๋อยก็เป็นได้ หึ หึ

ส่วนเรื่องอื่น ๆ ก็คงเป็นการสอดแทรกเรื่องของความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวเอาไว้ เรื่องที่เอลลี่อยากจะสร้างครอบครัวให้สมบูรณ์โดยการมีลูก แต่มีไม่ได้ (อันนี้เป็น ideal ที่ทำให้คนต้องทุกข์ทรมานไปอีกแบบ ประมาณว่าฉันทำผิดอะไรทำไมโชคชะตาฟ้าดินจึงกลั่นแกล้ง หึ หึ น่าจะถามกลับว่าใครกันเป็นคนยัดเยียด ไอ้ original sin แบบนี้เข้าไปในจิตใต้สำนึกของมนุษย์)  เรื่องของรัสเซลที่พ่อกับแม่แยกทางกัน โดยพ่อ(เหมือนว่า)จะมีเมียใหม่ แล้วก็เลยห่างเหินไป ไม่ได้กลับมาทำกิจกรรมที่เคยทำร่วมกันกับลูกชายอีก (ทำไม theme นี้เห็นมาหลายเรื่องละ ทำไมไม่เล่น theme ประเภทลูกอยู่กับพ่อแล้วแม่ทิ้งไปแบบไม่ใยดีบ้างละเนี่ย) นอกจากนั้นก็เป็นการเปลี่ยนผ่านของสังคม ชุมชน และอื่น ๆ ที่พอจะเห็นได้ อย่างเช่น การปลูกสร้างตึกรามขนาดใหญ่ข้าง ๆ บ้านปู่คาร์ลที่จะถูกล้อมกรอบยังไง ๆ ก็ไม่ยอมเคลื่อนย้ายขายบ้านไปไหน

มุกอื่น ๆ ที่ชอบก็เป็นก่อนเข้าเรื่องนี้ เป็นมุกเรื่องก้อนเมฆต่าง ๆ ที่มีหน้าที่สร้างหรือปั้นสิ่งมีชีวิต(เล็กๆ) อย่าง คน(เด็ก) หมา(เด็ก) แมว(เด็ก) และอื่น ๆ แล้วจะห่อใส่ห่อผ้าไว้ โดยมีนกกระสาเป็นคนคาบไปส่งไว้ตามที่ต่าง ๆ แต่ดันมีก้อนเมฆ(แปลกประหลาด)อยู่ก้อนหนึ่งที่พยายามทำหน้าที่ปั้นยังไง ๆ ก็ไม่ประสบผล คือไม่ได้สิ่งมีชีวิต(เด็ก)ที่น่ารัก ๆ ออกมา แต่ดันได้ออกมาเป็นสิ่งมีชีวิต(ประหลาด ๆ)เช่น จระเข้(เด็ก) เม่น(เด็ก) ปลาไหลไฟฟ้า(เด็ก) ออกมาแทน จนนกระสาคู่ใจทีมีหน้าที่ต้องคาบของแปลกประหลาดนี้ไปชักถอดใจหรือพูดง่าย ๆ ว่าน่วมนั่นเอง ไปดูเอาเองละกัน ยืนยันว่า it’s cute

 

สุดท้ายเรื่องนี้มันก็ดราม่า ๆ เราดี ๆนี่เอง เรื่องก็คง gear up ไปที่ว่าให้เราสำรวจตรวจสอบดูสิว่ามีอะไรที่เป็นความใฝ่ฝัน หรือความฝันอะไรที่ถูกแอบซุกซ่อนอยู่โดยถูกหลงลืมไปหรือเปล่า ถ้ามีก็รีบปัดฝุ่น หยิบขึ้นมาดู หยิบขึ้นมาทำ อย่าปล่อยให้การใช้ชีวิตแบบ rountine หรือการใช้ชีวิตแบบเลื่อนไหลไปตามรูปแบบ(ที่สังคม)กำหนดมาทำให้ความใฝ่ฝันเหล่านั้นลางเลือนไป พอนึกขึ้นมาได้อีกที จะมานั่งสำนึกเสียใจ หรือจะแอบเก็บเอาไปเป็นโปรเจคในชาติหน้าก็เชิญตามสะดวก หึ หึ

 

มีการตอบกลับหนึ่งครั้ง to “สิบเก้ามิถุนายนกับปลอกคอหมาจ๋อย”

  1. Toon Says:

    ถ้าเกิดทันการ์ตูนเก่าๆ เช่น ของ วอลต์ดิสนีย์ จะเห็นนกกระสาคาบทารกบินไปส่งตามปล่องไฟบ้าน
    หรือไปส่งให้กับ สัตว์คู่รักต่างๆ เพราะเป็นการ์ตูนสำหรับเด็ก จะสื่อว่าเมื่อถึงเวลาแล้ว ก็จะมีนกบินเอาทารกมาส่งให้เอง

    นึกถึง dumbo เลย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: