สิ่งที่เราต้องตรวจสอบอย่างซื่อสัตย์

เริ่มจากนึกถึง “ตัวฉัน” แล้วยึดมั่นอยู่กับมัน

จากนั้นนึกถึง “ของฉัน” แล้วยึดมั่นอยู่กับโลกของวัตถุ

เราเวียนวนอย่างไร้อำนาจราวน้ำที่เกาะล้อเกวียน

ข้าสดุดีความเมตตากรุณาที่มีแก่สรรพชีวิต

                                                      จันทรกีรติ

 

อ่านมาติเยอต่อไปได้อีกหน่อย มาติเยอเริ่มกล่าวถึงกระบวนการเสาะค้น การสร้างทุกข์ ที่ผูกติดมากับการสร้าง “ตัวตน” ขึ้นมา และแนะนำให้ฝ่ากำแพงที่มองไม่เห็น เข้าไปสำรวจสภาพจิตของตนเอง “จิตก็เหมือนนกที่บินชนกรงอยู่ตลอดเวลา เพราะเชื่อในตัวตน โลกของเราจึงหดแคบลงกลายเป็นกรงขัง จิตกระทบกระแทกกำแพงจนงงงวย ไม่สามารถผ่านกำแพงนั้นออกมาได้ แต่กำแพงตัวตนเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น เพราะกำแพงนี้ไม่ได้มีอยู๋จริง เป็นสิ่งที่จิตปรุงแต่ง แต่มันก็ทำหน้าที่เหมือนกำแพงที่แบ่งกั้นโลกภายในของเรากับกระแสชีวิตที่เบิกบานของการไร้ตัวตน”

สำหรับสิ่งที่มาติเยอต้องการให้ตรวจสอบเจาะลึก ก็คือการเจาะลึกเข้าไปในจิตของเราเอง เฝ้าตามดูการทำงานของจิต ก็อาจจะพูดว่า ติตตามการทำงานของการกระทบกันของนามกับรูป จิต เจตสิก ว่ามีการทำงานอย่างไร มีความละเอียดอ่อนแค่ไหน การเกาะเกี่ยวแบบไหนที่ทำให้ “อัตตา” หรือตัวตน ก่อรูปขึ้น อัตตา หรือ ตัวตน นั้นพอกหนาได้ขนาดไหน การดำรงอยู่ของมันต้องการแหล่งอ้างอิง signified กับอะไร ถึงก่อรูปก่อร่างออกมาเป็น อัตตา ที่แน่นหนา (สวยงาม) ที่เราต้องเพลิดเพลินหมกมุ่นไปกับการแต่งแต้ม พอกเติมอยู่ตลอดเวลา จนกระทบกระทั่งไม่ได้ ยิ่ง signified กับอะไรมากมายเท่าไร สิ่งตกกระทบก็จะสะเทือนได้เยอะเท่านั้นหรือเปล่า ถ้าม้นเกิดไม่ signifed กับอะไรเลย และละลายหายกันไปต่อหน้าต่อตา จะเป็นอย่างไร ในเมื่อสิ่งที่พอกอยู่ก็ไม่ถาวร เป็นบัญญัติของโลก สิ่งที่ก่อร่างเกาะตัวขึ้นก็ถาวรไม่ได้ มาติเยอเพียงแต่ชี้ให้เห็นโฉมหน้าที่เปราะบางของอัตลักษณ์ และถามเราโต้ง ๆ ว่า แล้วถ้าลอกเปลือกห่อหุ้มเราออกกระเทาะมันไปเรื่อยๆจะเหลืออะไรที่เป็นเรา

สิ่งที่เราต้องตรวจสอบอย่างซื่อสัตย์ก็คือ สำนึกลึก ๆ ถึงตัวตนที่นอนอยู่กลางใจชีวิต เมื่อเราสำรวจร่างกาย สำรวจวาจาและใจ เราจะเห็นว่าตัวตนนี้ไม่เป็นอะไรนอกจากเป็นถ้อยคำ เป็นตราหมาย เป็นขนบธรรมเนียมและการกำหนด แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า เราจะสามารถสืบเสาะไปจนถึงที่สุด เมื่อคุณสงสัยว่ามีหัวขโมยอยู่ในบ้าน คุณต้องตรวจตราทุกห้อง ทุกซอกทุกมุม และทุกหนแห่งที่คิดว่าขโมยจะซ่อนอยู่ได้ เพื่อจะมั่นใจไม่มีใครอยู่ในบ้านของคุณจริง ๆ ตอนนั้นแหละคุณถึงจะพักผ่อนได้อย่างสบายใจ เราจำเป็นต้องตรวจสอบเข้าไปภายในตัวของเรา เพื่อจะได้รู้ว่าอะไรอยู่หลังมายาแห่งตัวตนที่เราคิดว่าเป็นสิ่งนิยามชีวิตของเรา”

โดยทั่วไปแล้วถ้าขาดสิ่งอิงอ้างเรากลัวที่จะเผชิญโลก แต่เราก็จะมึนงงเมื่อหน้ากากและคุณสมบัติบางอย่างถูกกำหนดให้แก่เรา ถ้าผมไม่ได้เป็นนักดนตรี ไม่ได้เป็นนักเขียน เป็นคนเก่ง เป็นคนรูปงาม หรือเป็นคนแข็งแรงแล้ว ผมจะเป็นอะไรได้ล่ะ แต่การเหยียดหยามตราหมายเหล่านี้ก็รับประกันอิสรภาพของเราได้อย่างดี ทำให้เคลื่อนไหวไปในโลกได้อย่างเบาสบายและสุขใจ การปฏิเสธไม่ยอมให้ตัวตนหลอกลวงเราได้เท่ากับช่วยปกป้องเราจากการหมกมุ่นอยู่กับเป้าหมายชีวิตที่วางไว้ และทำให้ทุกเวลานาทีมีความมั่งคั่ง เพิ่มความสัมพันธ์ระหว่างเรากับโลกและกับคนอื่น ๆ ซึ่งผลที่ได้นั้นต่างกันนัก”

 

ไฟโกรธเผาผลาญสายธารชีวิต

มายามืดมิดปิดบังปัญญา

จิตของเข้าจ่อมจมอยู่ใต้ความใคร่ที่ถั่งโถม

ภูเขาความอวดดีผลักข้าลงอเวจีนรก

พายุความอิจฉาฉุดข้าสู่วัฏสงสาร

ความยึดมั่นตัวตนคือมารเค้นคอข้า

                ดิลโก เคียนต์เช ริมโปเช

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: