ลิขิตแห่งสวรรค์

“ท่านจะมาเจ็บแค้นเมื่อผู้คนทำในสิ่งที่เป็นธรรมชาติของเขาไม่ได้ดอกและในกรณีนี้ทุกคนก็ทำแบบนั้น ท่านควรโกรธตัวเองที่ไม่ตระหนักในธรรมชาติเหล่านั้นของมนุษย์ นี่คือสิ่งที่ซาดามุถนัดเหลือเกิน และคือคำอธิบายว่าเหตุใดเขาจึงมีชัยเหนือท่านและทุกคน และก็จะมีชัยตลอดไป”

Heaven’s Net is Wide

คำพูดข้างบนมาจาก หนังสือชุด “Tales of  the Otori”  เล่มก่อนเล่มหนึ่ง คือ Heaven’s Net is Wide หรือ ชื่อไทยว่า “ลิขิตแห่งสวรรค์” เป็นตอนที่ มูโตะ เค็นจิ ประมุขของตระกูลมูโตะซึ่งเป็นหนึ่งในสองตระกูลนินจา พูดกับ โอโตริ ชิเกรุ ทายาทของตระกูลโอโตริ หลังจากตระกุลโอโตริพ่ายแพ้สงครามกับพวกโตฮันที่สมรภูมิเยกาฮารา เราว่าคำพูดนี้บอกและเตือนใจอะไรได้ดี

หนังสือชุดนี้มีทั้งหมด 5 เล่มยักษ์ เขียนโดย Lian Hearn ที่แปลกคือแปลเป็นไทยโดยเอาเล่ม1 2 3  ขึ้นมาก่อนซึ่งออกมาก่อนหน้าเล่มก่อนหนึ่ง (เล่มปฐมบท) กับเล่มสุดท้าย ซึ่งห่างกันประมาณสองสามปี จำได้ว่า อ่านเล่ม หนึ่ง สอง สาม ไปจนลืมไปหมด จำได้แต่ พื้นไนติงเกลที่เดินแล้วส่งเสียงร้องเหมือนนก เพื่อไม่ให้ศัตรูเข้ามาลอบสังหารโดยไม่รู้ตัว  พอได้เล่มหนึ่งกับเล่มห้ามาก็เลยกลายเป็นโศกนาฏกรรมใหญ่ คือต้องรื้อกลับมาอ่านใหม่หมดทั้งห้าเล่ม ตอนนี้ไปได้แค่เล่มปฐมบท เป็นตอนเริ่มต้นของทั้งหมด เพื่อปูเข้าสู่เรื่องของ โทมาสึ หรือ โอโตริ ทาเคโอะ ตัวเอกที่เป็น hybrid ของสามสาย คือ ทายาทตระกูลโอโตริ   ตระกูลนินจา และ พวกผู้สันโดษ

พล๊อตเรื่องของเล่มปฐมบทก็เป็นการชิงไหวชิงพริบระหว่างมณฑลภาคกลางคือตระกูลโอโตริ กับ มณฑลภาคตะวันออกคือตระกูลโตฮัน โดยมีพันธมิตรของตระกูลในภาคตะวันตกคือ ตระกูลมารุยามะ และอาราอิ ตระกูลนินจาสองสายหลักและพวกผู้สันโดษเป็นตัวดำเนินเรื่องสำคัญ คุณลักษณะของโอโตริกับโตฮันนั้นมีความแตกต่างกันแทบจะเป็นด้านกลับของกันอย่างชัดเจน อ่านแล้วทำให้เราคิดถึง พี่น้องเการพและปาณฑพในมหาภารตะยุทธ์ขึ้นมา ก็เป็นการประลองกันระหว่างสองสาย(สกุล คุณลักษณะ ความคิด ความเชื่อ) นี่ละ ว่าในที่สุด ผลจะเป็นอย่างไร ระหว่างทางก็มีเรื่องอื่นๆ ให้คิดสอดแทรกเข้ามามากมาย

ที่เห็นชัดก็เรื่องตำแหน่งแห่งที่ของคนในสังคม ในยุคที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นฟิวดัล ขุนศึก นักรบ ชาวนา พ่อค้า นินจา หญิงงามเมือง etc. แต่ละสถานะก็มีบทบาทและหน้าที่ที่ต้องเล่นกันไปที่ค่อนข้างจะชัดเจน การเล่นข้ามบทบาทสถานะและตำแหน่งแห่งที่อาจจะมีปัญหาได้ เช่นตอนที่ ชิเกรู ที่เป็นทายาทตระกูลนักรบ ดันไปให้ความสำคัญกับการเกษตรหรือการเพาะปลูกของชาวนาเข้า ถูกตำหนิว่าทำให้เสื่อมเสียเกียรติภูมิของชนชั้นนักรบไป

ที่เห็นได้ชัดเจนไม่แพ้กันก็คือเรื่องเพศสภาพ (เฟมินิสต์ลอยมาอีกละ) ที่มีความแตกต่างกันระหว่างดินแดนในแต่ละบริเวณ ที่โตฮันจะย่ำแย่สุดจนอาจนับได้ว่าเป็นแบบปิตาธิไตย (Partiarchy) ส่วนที่โอโตริก็จะเป็นแบบกลาง ๆ แต่ไปในทาง Male dominated นิดนึง เพราะมีบทบาทของแต่ละเพศชัดเจน ประมาณแยก public/private sphere ชัดเจน ส่วนทางมารุยามะนี่ก็จะเป็น Matriarchy ที่ร่ำ ๆ จะถูก Patriarchy เขมือบได้ทุกเมื่อ เพราะเป็นที่ขัดหูขัดตากับผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง ประมาณโตฮันรังเกียจ โอโตริก็ไม่สรรเสริญ อะไรอย่างนั้น

นอกจากนั้นก็มีเรื่องของความเชื่อเรื่องศาสนา การเข้ามาของผู้สันโดษ หรือนิกายที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อน ซึ่งก็คือคริส์ตศาสนานั่นเอง ในเรื่องจะเห็นว่าการดำรงอยู่หรือการมีอยู่ของพุทธศาสนากับความเชื่อแบบฟิวดัลโดยเฉพาะของชนชั้นขุนศึกดูไม่ขัดแย้งกัน ไม่ได้เห็นการปะทะกันของสองแนวคิด เลยไม่แน่ใจว่ามันกลมกลืนเข้ากันได้อย่างไร เข้าใจว่าทางพูทธ(มหายาน)จะกลมกลืนเข้าไปได้ คือไม่ทำให้แต่ละคนแต่ละสถานะมีปัญหากับการทำหน้าที่ของตนเอง และไม่ทำให้ใครตั้งข้อสงสัยต่อการดำรงอยู่แบบที่เป็นอยู่ ก็ preserve status quo เอาไว้ได้

แต่สำหรับการปะทะของผู้สันโดษกับตำแหน่งแห่งที่ในระบบฟิวดัลเป็นประเด็นหลักที่ทำให้โตฮันตามไล่ล่าพวกผู้สันโดษ แต่โอโตริกลับยังไม่เห็นภาพนั้นชัดเจน เข้าใจว่า ชิเกรุยังงงอยู่ หรือไม่ชิเกรุก็เป็นตัวปัญหาเสียเองคือเป็นตัวโจ๊กเกอร์นั่นเอง   ที่เห็นคือการเข้าเป็นผู้สันโดษทำให้นักรบบางคนไม่ทำหน้าที่หรือเล่นบทบาทของนักรบ ไม่สามารถภักดีต่อนายคนเดียวได้ แต่ต้องไปภักดีต่อพระเจ้า(องค์เดียว)แทน ปัญหาก็คือเกิดความขัดแย้งระหว่างบทบาททั้งสอง ส่วนพวกชาวนาส่วนใหญ่ที่กลายเป็นผู้สันโดษก็จะเริ่มตั้งข้อสงสัยต่อการดำรงอยู่แบบชนชั้นหรือการมีตำแหน่งแห่งที่ที่แตกต่างกัน เนื่องจากพระเจ้าสร้างคนมาเสมอภาคเท่าเทียมกัน ก็ไม่น่าแปลกใจที่พวกโตฮันจะมองเห็นว่าการมีพวกผู้สันโดษอยู่จะเป็นอันตรายค่อยเซาะกร่อนความมั่นคงของอาณาจักร พวกโอโตริก็ยังงง ๆอยู่ แต่คงไม่ชอบนัก ส่วนมารุยามะก็ you are welcome คือ ไหน ๆ ก็แหกคอกเป็น matriarchy อยุ่แล้ว กฏเกณฑ์อย่างอื่นก็คงไม่ได้มีความสำคัญสำหรับมารุยามะ พวกผู้สันโดษก็เลยอพยพเคลื่อนย้ายมาอยู่อาณาจักรตะวันตกแทน

ส่วนอื่น ๆที่จะได้เรียนรู้ก็คือ กลศึกการต่อสู้ การวางหมากกันข้ามปีข้ามชาติ วางกันไว้ตั้งแต่เด็กจนเป็นผู้ใหญ่  การสร้างพันธมิตรระหว่างอาณาจักร การเดาใจ การซื้อใจ การกั๊ก การหักหลังกัน ก็สนุกดี อ้อ นอกนั้นก็มีเรื่องความรัก ความสัมพันธ์ใน privare sphere ที่สำคัญและกดดันได้ไม่แพ้ public sphere  ใครสนใจไปลองหาอ่านดูละกัน ถ้าได้มีโอกาสอ่านเล่มอื่นแล้ว จะมาเล่าให้ฟัง แต่คาดว่าคงไม่สามารถในระยะเวลาอันใกล้นี้ หึ หึ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


%d bloggers like this: