อะไรคือเศรษฐศาสตร์การเมือง

มีประเด็นหนึ่งที่พยายามพูดให้คนอื่นเข้าใจอยู่หลายทีแล้ว ก็ยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ยากที่จะเข้าใจ หรือมีความสับสนอยู่ค่อนข้างมาก ประเด็นที่ว่า ก็คือ เศรษฐศาสตร์การเมืองคืออะไร เศรษฐศาสตร์การเมืองกับเศรษฐศาสตร์กระแสรองนั้นมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร เศรษฐศาสตร์การเมืองเป็นหนึ่งในเศรษฐศาสตร์กระแสรอง หรือเศรษฐศาสตร์การเมืองเท่ากับเศรษฐศาสตร์กระแสรอง

วันนี้มาลองดูกันคร่าว ๆว่าความยากของการทำความเข้าใจนิยามหรือขอบเขตของศศการเมืองนั้นอยู่ที่ไหน และเป็นอย่างไร ถ้าเริ่มพูดอย่างกำปั้นทุบดิน ศศการเมืองก็คือศศอื่น ๆที่ไม่ใช่ศศกระแสหลัก ถ้าตอบแบบนี้ก็แสดงว่าศศการเมืองเท่ากับศศกระแสรอง หรือศศการเมืองครอบคลุมศศกระแสรองทั้งหมด ที่นี้จะเข้าใจว่าศศการเมืองคืออะไร ก็ต้องเข้าใจก่อนว่าศศกระแสหลักคืออะไร โดยปกคิคำว่ากระแสหลักที่ภาษาปะกิตเรียกว่า Mainstream econnomics นั้นก็ครอบคลุมเนื้อหาวิชาศศทั้งหมดที่สอนกันในมหาวิทยาลัยหลัก ๆในตะวันตก ซึ่งพอสอนครอบคลุมมหาลัยหลัก ๆในตตก็หมายความว่ามันก็ครอบคลุมการเรียนการสอนไปทั่วโลกนะละ เพราะโดยสภาพ colonization แบบเปิดเผยหรือแบบไม่เปิดเผย ก็ต้องยอมรับว่า ศศกระแสหลักนั้นครอบคลุมเป็นกระแสหลักไปทั่วโลก ดังนั้นศศอื่น ๆที่ไม่ใช่ศศกระแสหลักจึงตกอยู่ในกระเช้าของเหลือที่กระเด็นออกจาก set ของ ศศกระแสหลัก และเราเรียกมันว่าศศกระแสรอง

แต่ศศที่ตกหล่นเหล่านี้ทุกสำนักจัดเป็นศศการเมืองหรือเปล่า ถ้าตอบแบบฟันธงเลยก็บอกว่า ไม่ใช่ แม้ว่าตอบแบบไม่ฟันธงง่าย ๆจะบอกว่า ใช่ ที่นี้ถ้าตอบว่าไม่ใช่แล้ว อะไรละที่จัดแยกออกมาจากศศที่ตกหล่นว่าเป็นศศการเมือง core ร่วมกันอยู่ตรงไหน core ร่วมกันทีว่าก็มี 4 ลักษณะใหญ่ ๆ (กรุณาไปดูมรรควิธีศศการเมืองเล่ม 1 และ 2 ของจุฬาฯดู)  คือ critical, histocial analysis, totality และ dialectics กล่าวคือ

ส่วนที่จัดเป็นหรืออยู่ในศศการเมืองและทำให้มันโดดออกจากกระเช้าที่เหลือคือ ศศการเมืองทั้งหมดต้องมีลักษณะสำคัญคือ มีมิติของการวิพากษ์ ที่นี่จะวิพากษ์อะไร ก็ต้องวิพากษ์ศศกระแสหลักรวมถึงปรากฏการณ์ต่าง ๆที่ดำรงอยู่ เช่น ระบบทุนนิยม ระบบชายเป็นใหญ่ เป็นต้น นอกจากวิพากษ์แล้ว ศศการเมืองยังต้องมีมุมมองแบบ totality คือมองแบบรอบด้าน มองแบบไม่ตัดขาด ตัดตอน กล่าวคือ นอกจากพิจารณามิติทางศศแล้ว ยังต้องมีมิติอื่น ๆ เช่น การเมือง สังคม วัฒนธรรม ฯลฯ ด้วย เพื่อให้การพิจารณานั้นสมจริงหรือใกล้เคียงสภาพความเป็นไปในสังคมให้มากที่สุด

นอกจาก totality แล้ว การพิจารณาแบบศศการเมืองยังต้องมี historical context คือมิติทางประวัติศาสตร์ มีบริบทของกาละและเทศะ กล่าวคือ แนวคิดแต่ละแนวคิดนั้นมีพัฒนาการหรือ evolution ที่มีการปปไปตามบริบทของกาละเทศะ ดังนั้นการจะทำความเข้าใจจึงต้องมีบริบทมีพัฒนาการ ไม่มีการหยุดนิ่งตายตัว และการพิจารณษาแบบศศการเมืองเป็นการมองแบบวิภาษวิธีกล่าวคือ เป็นการมองแบบเห็น contradictory ซึ่งแบบหยาบ ๆ เราก็บอกว่าคือความขัดแย้งระหว่างอะไรกับอะไรที่ตรงข้ามกัน แต่ถ้าพูดให้ตรงกับปรัชญา dialectics สิ่งที่ขัดแย้งกันนั้นดำรงอยู่ในปรากฏการณ์หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่แล้วโดยตัวของมันเอง เป็น thesis-antithesis-synthesis ต่อไป อย่างไม่รู้จบสิ้น กล่าวคือสิ่งที่เป็น thesis ก็จะถูกคัดง้างโดย anti-thesis และ กลับกลายมามีคุณสมบัติใหม่เป็น synthesis และเมื่อ syntheisis นั้นตั้งมั่นแล้ว sythesis นั้นก็จะกลายเป็น thesis ต่อไป และมี anti-thesis เกิดขึ้นเพื่อให้เกิด synthesis ใหม่ ไปเรื่อย ๆเป็นวงจรไม่รู้จักจบสิ้น

ที่กล่าวมาโดยรวมทั้งหมดนี้คือลักษณะร่วมสำคัญของสำนักหรือกลุ่มย่อยต่าง ๆของศศการเมือง นอกจากนี้ คุณสมบัติร่วม 4 อย่างที่ว่ายังส่งผลให้เกิดการมองทะลุผ่านจาก phenomenon ไปที่ essence และนอกจากต้องการพินิจวิพากษ์และวิเคราะห์แล้ว ศศการเมืองยังจำเป็นต้องเป็นศาสตร์แห่งการปฏิบัติการ คือ praxis อีกด้วย

About these ads

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: