
เมื่อคืนนั่งดูตอนจบของละคร “ดอกส้มสีทอง” หรือ บางคนอาจจะเรียกเข้าหูว่า “ดอกทองสีส้ม” อะไรก็แล้วแต่ ดัวความบังเอิญ เพระปกติเป็นช่วงเวลาของ CIS ซะมากกว่า แต่ก็ไม่รู้โชคดีหรือโชคร้ายเพราะ ดูแล้ว รู้สึกมีประเด็นรบกวนใจ จบไม่ลง 555 ใครหลายคนบอกว่าเรื่องนี้ไม่เคยดู แต่ต้องหันมาดูเพราะเป็นดีเบทของสังคม ผู้คนพากันกล่าวขวํญถึงโดยเฉพาะกระทรวงวัฒนธรรมผู้ถือคัมภีร์วัตรปฏิบัติอันดีงามของสังคม จนมีการถกเถียงกันว่า ผู้คนในสังคมนี้คงมีวิจารณญานกันเองได้ว่าอะไรดีไม่ดี อะไรควรดูไม่ควรดู อันนั้นก็ข้ามไป ไม่ใช่ประเด็นของเรา
อันที่จริงสิ่งที่กระทรวงวัฒนธรรมกังวล มันก็ย้อนแย้ง และไอ้ความย้อนแย้งนี่แหละที่มันรบกวนใจเรา นั่งคิดมาคิดมา ว่าอะไรที่ทำให้เราวางไม่ลง ก็เพิ่งนึกออกเมื่อมาดูตอนจบที่ผู้จัดพยายามจะสรุปย้ำประเด็นเรื่องความผิดชอบชั่วดีในท่วงทำนองว่าทำอะไรก็ได้อย่างนั้นนะละ แต่เมื่อเฝ้ามองดูท่วงทำนองดังกล่าวอย่างละเอียดถี่ถ้วน เราก็พบว่า ละครเรื่องนี้โดยเฉพาะเมื่่อขมวดดูตอนจบนั้น พกพามายาคติมาเพียบ เพียงแต่มายาคติประเภทที่ว่า ไม่ใช่มายาคติเรื่องเมียน้อยเมียหลวง อะไรทำนองนั้นที่ใครหลายคนกล่าวถึง แต่เป็นมายาคติหลักที่สังคมพยายามกล่อมเกลารักษาเอาไว้ จนกระทั่งเอาเข้าจริง ๆก็แทบไม่รู้ตัวเอาซะเลย
มายาคติที่ว่าน้้นไม่ได้เป็นประเด็นดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น แต่เป็นประเด็นเรื่องตำแหน่งแห่งที่ทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นชนชั้น เชื้อชาติ รวม ๆ อาจจะเรียกว่า ฮาบิตัส เหมือนที่บูดิเยอร์พูดไว้ ครอบคลุมรวมไปถึงมายาคติเรื่องเพศ(สภาพ) บทบาทหนั้าที่ของเมียและแม่ที่ดี กับเมียและแม่ที่เลว แค่กวาด ๆตาดู ก็พบว่า แค่ตอนจบมายาคติทั้งหลายทั้งมวลก็ถูกขมวดร้อยเป็นเกลียวเอาไว้แบบไม่รู้ตัว ดังนั้ันสิ่งที่ถกเถียงกันอยู่ว่า กทวัฒนธรรมเห็นประชาชนตาดำ ๆเป็นเด็กอนุบาลที่ไม่มีวิจารณญาน จึงไม่ได้เป็นประเด็นโดยตัวของมันเอง เนื่องจากมายาคติทั้งหลายทั้งปวงที่สลับซับซ้อนมากกว่ามายาคติเรื่องศ๊ลธรรมจรรยาทั้งแหลายแหล่นั้นได้ถูกผนึกแน่นอยู่กับบทสรุปของละครเรื่องนี้อย่างแนบแน่นแล้ว
คิดเพิ่มเติมไปว่า บทสรุปของละครเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงสิ่งอาจจะเทียบเคียงได้ว่าเป็น weapon of the weak และ the weak ที่ว่าก็ได้แก่ผู้อ่อนด้อยว่าในสังคมทั้งฐานะทางศก ตำแหน่งแห่งที่ทางสังคม รวมถึงเพศสภาพพร้อมบทบาทและหน้าที่ที่ผูกติดมา เมื่อ the weak ต้องการต่อกรกับผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่าในหลาย ๆด้าน รวมถึง ศ๊ลธรรมจรรยาแบบชนชั้นกลาง เฉกเช่นเดียวกับที่เมอร์โซของกามู ต้องเผชิญในคนนอกนั้น ด้วยวิธีทางของผู้ที่อ่อนด้อยกว่าในหลายๆด้านและถูกตอกย้ำอย่างสม่ำเสมอว่าอ่อนด้อยว่าในหลาย ๆด้าน แบบเรยา ความอ่อนด้อยกว่านี้มิได้เป็นความอ่อนด้อยกว่าที่ฉาบหน้าไว้ที่ผิวนอก หากแต่ความอ่อนด้อยกว่านี้ถูกฝังลึกลงในเนื้อใน เหมือนฮาบิตัสของบูดิเยอร์ จนเสมือนหนึ่งเป็นธรรมชาติที่สองที่ยากจะสร้างหรือยากจะแยกขาด อาวุธที่ผู้ที่อ่อนด้อยว่าอย่างเรยามีคืออะไร คือมารยาและชั้นเชิงในการล่อลวง ศ๊ลธรรมจรรยาคนละแบบ หรืออะไรก็แล้วแต่ ในที่สุดแล้วการต่อกรระหว่างวาทกรรม 2 รูปแบบ ก็ถูกสรุปลงด้วยความพ่ายแพ้ของวาทกรรมของผู้ที่อ่อนด้อยกว่า เนื่องจากผู้ที่อ่อนด้อยกว่าถูกดูดกลืนเข้าไปสู่วาทกรรม รวมถึงศ๊ลธรรมจรรยาของผู้ที่มีอำนาจมากกว่า การยอมรับในวาทกรรมรวมถึงบทบาทหน้าที่และศ๊ลธรรมจรรยาในรูปแบบของผู้ที่มีอำนาจเหนือ จึงทำให้ the weak อย่างเรยา มีจุดจบอย่างที่เห็ฯ และสังคมโดยทั่วไปก็ยอมรับได้อย่างหน้าชื่นตาบานว่า ตำแหน่งแห่งที่ และศีลธรรมจรรยา นั้นมีอยู่เพียงรูปแบบเดียว แต่ไม่ได้ถามว่าตำแหน่งแหน่งที่และศีลธรรมจรรยาที่ผูกติดมากับบริบทหรือเงื่อนไขบางอย่างนั้น ไม่ได้ดำรงอยู่โดยตัวของมันเอง ตำแหน่งแห่งที่และศีลธรรมจรรยานั้นดำรงอยู่โดยผูกติดกับบริบทบาทบริบท และบริบทที่ผูกติดมานี้ถูกเหมือนม่านหมอกแห่งมายาคติที่ยากจะมองเห็นเฉกเช่นม่านบางใสที่บังคาบังใจใครหลายคน
หรือมายาคติบางอย่างก็สลับซับซ้อนและซ่อนเงื่อนเกินจะเข้าใจ ผู้คนจำนวนมากจึงเต็มใจและน้อมรับมายาคติเหล่านี้เข้ามาไว้โดยไม่รู้ตัว
เมื่อคืนนั่งดูตอนจบของละครเรื่องดอกส้มสีทอง หรือบางคนอาจจะเรียกว่า ดอกทองสีส้ม โดยรู้สึกว่ามีอะไรรบกวนใจอยู่ อาจเป็นเพราะ ไม่วาจะเป็นดอกส้มสีทอง หรือดอกทองสีส้ม ก็ไม่สามารถทำให้ the weak ประสบผลในการต่อกรครั้งนี้ เนื่องจาก the weak ได้เต็มใจรับเอามายาคติหลักทั้งหลายทั้งมวลของสังคมเข้าไว้ และ internalized จนทำให้ไม่อาจตระหนักได้ว่า การต่อกรครั้งนี้ เป็นการต่อกรที่ถูกกำหนดกฏกติกาและเงื่อนไขเอาไว้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ต้น และกฏกติกาหรือเงื่อนไขเหล่านี้เปรียบเสมือนม่านมายาที่ทำให้ the weak ต้องยอมล่าถอยและพ่ายแพ้กลับไปอย่างหมดรูป