เธอยอมมอบเสรีภาพให้เขาแทนคำสัญญา แล้วก็ไม่มีวันเรียกร้องเอาเสรีภาพนั้นกลับคืนมาอีกด้วย

วันนี้นั่งอ่าน landlady (สาวน้อยคนนั้น) ของ Dostoevsky เป็นเล่มที่เพิ่งได้มา อ่านงานของดอสฯทีไรนึกว่ากำลังพิจารณาเจาะลึกจิตวิเคราะห์ยังไงก็ไม่รู้ 555 แต่ก็ชอบอ่านแบบเป็นวรรคเป็นเวร ท่าทางจะต้องไปหยิบ the idiot มาปัดฝุ่นอีกรอบ อ่านค้างไว้นานแล้ว เล่มนี้อ่านแล้วก็ตะหงิด ๆ เพราะคนแปล คือ มนตรี ภู่มี ดันไป lead เข้าไปประเด็นเรื่อง หมา ๆแมวๆ ประมาณบุคลิกลักษณะของผู้ชายและผู้หญิง อะไรไปในทางนั้น พออ่านจบกลับมานั่งนึกดูอีกที ประเด็นนี้มันผิวเผินไปหรือเปล่าฟะเนี่ย

พอได้มาอ่านบางตอนของ Joseph Frank ที่เจาะลึกงานของดอสฯไว้อย่างเอาจริงเอาจังก็เลยพอนึกออกว่าแกนของงานของดอสฯจะพัฒนาและเกาะเกี่ยวไปยังไง ถึงได้ชื่อว่าเป็นวรรณกรรมที่ว่าด้วยจิตวิเคราะห์(ภายใน)โดยแท้ และในอีกด้านหนึ่งก็อาจะกล่าวได้เหมือนกันว่านี่ก็น่าจะเป็นการตีแผ่บุคลิกลัษณะของชาวรัสเซีย(สลาฟ???) ที่มีลักษณะที่อาจจะเรียกว่าล้าหลังไปครึ่งก้าวเมื่อเทียบกับชาติตะวันตกชนชาติอื่น ๆ ว่าทำไมถึงงมงายอยู่กับศาสนาและพิธีกรรมรวมถึงความเชื่อในลักษณะที่เราอาจจะเรียกว่า โชคชะตากำหนด อะไรทำนองนี้ หรืออาจจะพูดให้ได้ไกลกว่านั้นว่า งานของดอสฯรวมถึงชิ้นนี้ก็คือการตีแผ่ว่าทำไม มนุษย์ส่วนใหญ่ถึงมีธรรมชาติที่ไม่พร้อมจะมีเสรีภาพโดยแท้ ถ้าจะให้วุ่นวายปวดหัวกว่านี้ก็อาจจะลากไปแปะอิงไปกับพวกเอ็กซิสฯแบบซาร์ตได้ว่า มนุษย์ก็คือเสรีภาพ แต่ทำไมมนุษย์ถึงจะหนีไปจากเสรีภาพที่ตนเองมี แบบที่ Fromm ตั้งคำถามเอาไว้ และสยบยอมให้กับอำนาจอะไรบางอย่าง

ในงานของ Frank พูดถึงลักษณะของตัวละครในเรื่อง landlady พูดถึงลักษณะแบบมาร์โซคิสต์ หรือพวกชอบความเจ็บปวดทนทรมานอยู่กับอะไรบางอย่าง ความรู้สึกผิดบาป ถ้าก้าวล่วงมากไปกว่านี้ เราก็อาจจะถามต่อไปได้ว่า ความคิดบาปแต่กำเนิดมีรากเหง้ามาจากมาร์โซคิสต์แบบนี้หรือเปล่า นอกจากนี้ยังพูดถึงการไม่ยอมหลุดไปจากโซ่ตรวน หรือการเข้าสู่เสรีภาพที่แท้จริงของมนุษย์ การวนเวียนผูกติดอยู่กับการสยบยอมให้กับอำนาจรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ในเรื่องก็กึ่ง ๆเป็นอำนาจทางความเชื่อที่อิงกับแนวคิดทางศาสนาแต่ก็เป็นแนวคิดที่แบบสังคมชาวนาหรือชนบทอันเป็นบริบทของสังคมรัสเซียในยุคของดอสฯ  ในตอนทีว่า

“ให้ฉันทำนายไว้ล่วงหน้าได้เลยว่า ใครที่มาตกหลุมรักเธอ เธอก็จะตกเป็นทาสเขา เธอยอมมอบเสรีภาพให้เขาแทนคำสัญญา แล้วก็ไม่มีวันเรียกร้องเอาเสรีภาพนั้นกลับคืนมาอีกด้วย เธอไม่สามารถเลิกรักเขาได้เลย แม้เวลาจะหมดลงแล้ว เธอจะหว่านข้าวลงแค่เมล็ดเดียว แต่ผู้ล่อลวงเธอได้เก็บเกี่ยวไปทั้งรวง….”

การคลี่คลายทางความคิดและการ formation ของพัฒนาการทางความคิดและตัวละครของดอสฯจะมีขึ้นเรื่อยๆ จนไปเป็นตัวละครที่กล้าตั้งคำถามเอาซึ่ง ๆหน้าต่ออำนาจและการครอบงำทั้งมวลในภาพของบุคลาธิษฐานเรื่องศาสนาและความเชื่อในพี่น้องคารามาซอฟและบทที่เด่นที่สุดที่เป็นการตั้งคำถามเอาซึ่ง ๆหน้าของมนุษย์และเสรีภาพของมนุษย์ก็น่าจะเป็นบท grand inquisitor นั่นเอง 

ดังนั้นเวลาอ่านงานของดอสฯทีไร ก็ทำไห้ต้องนั่งคิดแล้วคิดอีกซะทุกที ไม่สามารถละวางลงไปได้ง่าย ๆเนื่องจากผู้เขียนเล่นตั้งคำถามหรือมีมิติของคำถามลากจากจิตวิเคราะห์แบบปัจเจกบุคคลแบบรวมหมู่สังคมไปจนถึงให้ภาพบริบทของสังคมที่ lag หรือมีลักษณะที่เรียกว่า asiatic mode แบบรัสเซียไปจนถึงให้ภาพสะท้อนอะไรบางอย่างให้เห็นรำไร ๆสำหรับภาพสะท้อนของสังคมไทยเราดี ๆนี่เอง ไว้จะไปเอา grand inqusitor มาแกะดูใหม่  จำได้ว่าอ่านบทนี้ครั้งแรก ตกใจในการตั้งคำถามรื้อความคิดความเชื่อบางอย่างกันแบบซึ่งๆหน้า  คิดจะเรียกร้องเอาเสรีภาพกลับคืนมา คำสัญญาที่เคยมีไว้ก็คงต้องคืนกลับให้ไป ไม่ว่าจะเป็นคำสัญญาเรื่องความมั่นคงทางจิตวิญญานการไม่มีข้อสงสัยหรือคำถามหรือความมั่งคั่งทางวัตถุปัจจัยก็คงไม่แตกต่างกัน จะสำนึกเสียใจหรือเปล่า มนุษย์ทั้งหลายก็ต้องไปตอบกันเอาเอง

ได้แต่หวังว่าคงจะไม่จบลงแบบโศกนาฎกรรมแบบที่ดอสฯเตือนเอาไว้ว่า

“ในห้วงขณะของความเศร้า ชายหนุ่มพบว่าตัวเองเปรียบดั่งลูกศิษย์จอมโวของพ่อมด ที่ขโมยมนต์ลับของอาจารย์มาได้ก็ขี่ไม้กวาดแล้วสั่งให้พาไปหาแหล่งน้ำ แต่กลับจบลงด้วยการจมน้ำตาย เพราะลืมไปว่ามนต์ที่จะสั่งให้มันหยุดนั้น ว่าอย่างไร”

แล้วมนต์ที่สั่งให้มันหยุดนะ ว่าอะไรน้า 555

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


Follow

Get every new post delivered to your Inbox.