
เอาบางส่วนของงานของ Gibran บทที่ว่าด้วย Joy & Sorrow มาฝาก เพราะช่วงนี้คิดไคร่ครวญอะไรหลายเรื่อง วันก่อนพาตัวเข้าไป meeting หลังจากที่พยายามหลีกเลี่ยงการ meeting รูปแบบนี้มานาน เหตุผลหลัก ๆก็ไม่มีอะไร ไม่อยากศึกษาพฤติกรรมมนุษย์บางจำพวกแบบใกล้ชิด จริง ๆ เป็นเรื่องที่ดูย้อนแย้งเนื่องจากอยู่ในช่วงเวลาและสถานการณ์ที่การ meeting รูปแบบนี้ไม่มีความจำเป็นและไร้ซึ่งความสำคัญโดยสิ้นเชิง หรือเป็นเพราะเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีความจำเป็นและไร้ซึ่งความสำคัญโดยสิ้นเชิงถึงทำให้ต้องพาตัวเข้าไป ไม่เข้าใจเหมือนกัน กลับมาจาก meetingก็พบว่าเกิดอาการเพียบหนักแบบที่ฝาหรั่งมังค่าเรียกว่า sick คงต้องใช้เวลาเยียวยาฟื้นฟูสภาพจิตใจอีกพักใหญ่ บอกคนใกล้ตัวบางคนไปว่า ไม่ไหว เพราะไม่เข้าใจมนุษย์บางจำพวก ปัญหาก็คือมนุษย์จำพวกนั้นก็คงกระจัดกระจายอยู่ทั่วๆไป (กระมัง) ได้รับคำปลอบใจกลับมาว่านี่เป็นเหตุผลที่อธิบายว่าทำไมพวกไม่มีสำนึกรับผิดชอบแบบเราถึงหลีกเลี่ยงการ meeting หน้าตาแบบนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงความสลดใจและไม่เป็นการทำร้ายตัวเองมากเกินไปนัก จึงไม่ควรพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น (ใช่หรือเปล่าเนี่ย)
ยิบรานบอกว่าความรื่นรมย์และความสุขก็คือความเศร้าที่ถอดหน้ากากออก 555 ส่วนอาจารย์ระวีก็แปลว่า “ความปราโมทย์ของเธอนั้น
คือความเศร้าโศกถอดหน้ากากออก” อืม ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจหรือตื่นเต้นดีใจเกินไปเมื่อเผชิญกับความสุขและในทางกลับกันก็คงไม่ต้องทุกข์หรือโศกศัลย์มากจนเกินไปเมื่อเผชิญกับความเศร้า (พูดง่ายนิหว่า แค่สงสัยว่าถ้าความเศร้าของเราดันสวมหน้ากากหลายชั้น คงต้องรอพี่ความเศร้าถอดหน้ากากกันนานหน่อยกว่าน้องความสุขจะเผยหน้ามาให้ยลโฉม 555) มีเพียงตาชั่งที่ไม่เอนเอียงหรือบุคคลผู้ซึ่งไม่ถูกทำให้เอนเอียงไปด้วยแรงเหวี่ยงขึ้นลงระหว่างการถ่วงของลูกตุ้มแห่งความรื่นรมย์และน้ำหนักแห่งความโศกศัลย์เท่านั้น ถึงจะรักษาสมดุลเอาไว้ได้ และณจุดที่สมดุลนั้น ก็ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่ ในขณะที่ความสมดุลนั้นก็คือ ความว่างเปล่า ที่ไม่ได้ปราศจากทั้งความรื่นรมย์และความโศกศัลย์ หากแต่ความรื่นรมย์และความโศกศัลย์นั้นถูกถ่วงด้วยน้ำหนักที่เสมอกัน(หรือถูกให้น้ำหนักเท่าเทียมกัน) ณช่วงเวลาเดียวกัน คิดได้ไงเนี่ย
แท้จริงนั้น เธอแขวนไกวอยู่ดุจตาชั่ง
ระหว่างความเศร้าโศกและความปราโมทย์ของเธอ
เธอจะยืนนิ่งอยู่และไม่เอนเอียง
ก็แต่ในขณะเมื่อเธอว่างเปล่าเท่านั้น
ขณะเมื่อผู้รักษาสมบัติยกเธอขึ้น
เพื่อชั่งเงินและทองของเขา
ก็ไม่จำเป็นที่ความเศร้าโศก
หรือความชื่นชมของเธอ
จะต้องเอียงขึ้นลงด้วย
Verily you are suspended like scales between your sorrow and your joy.
Only when you are empty are you at standstill and balanced.
When the treasure-keeper lifts you to weigh his gold and his silver, needs must your joy or your sorrow rise or fall.
Your joy is your sorrow unmasked แต่อย่า unmasked นานนักก็แล้วกัน รอนานๆ ไม่ไหววววววว และถ้าพี่ความเศร้ามัวแต่ลีลาถอดหน้ากาก(ช้านัก) ถึงคิวน้องความสุขมั่ง น้องความสุขก็จะลีลาสวมหน้ากาก(ให้ช้าลงหน่อย) เป็นการ retaliate กับพี่ความเศร้า แล้วจะมาต่อว่าน้องความสุขไม่ได้น้า 555