
2-3 วันก่อนหยิบ Little Miss Sunshine มาดูอีกรอบ จำได้ว่าได้ดูเรื่องนี้มา 2-3 ครั้ง ชอบตั้งแต่ได้ดูครั้งแรก ระลึกได้ว่าหัวเราะจนท้องแข็งตอนตัวละครต้องวิ่งทยอยกันขึ้นรถทีละคนเพราะรถเข้าเกียร์ไม่ได้ต้องไปสตาร์ที่เกียร์สองก่อนทุกครั้ง ชอบที่ครอบครัวนี้ไม่ได้ให้ภาพของ home sweet home แต่สะท้อนภาพความเป็นจริงที่กระพร่องกระแพ่งกระหย่องกระแย่งของครอบครัวที่เป็นจริงได้ครบถ้วน ชอบที่เรื่องนี้สะท้อนมายาภาพของพ่อที่เป็น typical ของอเมริกันชนขนานแท้และดั้งเดิมที่เชื่อในสูตรแห่งความสำเร็จเจ็ดขั้นแบบ take side the winner ทุกประเภท(ที่ต้องภาวนาไว้ว่าชั่วชีวิตนี้คงจะเป็น winner ตลอดทุกกัลป์ทุกกัณห์ ถ้าชาติหน้าและชาติหน้าของชาติหน้ามีจริง) สูตรเดียวกันเดล คาร์เนกี้ “วิธีชนะมิตรจูงใจคน” เดะ เรื่องที่ย้อนแย้งก็คือ ในขณะที่คนที่เป็นพ่อมี typical ของมายาภาพแบบ orthodox สุด ๆ สมาชิกคนอื่นในครอบครัวก็สะท้อนภาพเว้าแหว่งกระพร่องกระพร่ง unorthodox สุด ๆ
ครอบครัวที่มีไก่ทอด สลัด จานกระดาษ และไอติมแท่งเป็นของหวาน ลูกชายที่ถือ นิทเช๋เป็น idol แต่ภาคขอนิทเช่ที่อ่านน่าจะเป็น thus spoke แทนที่จะอ่าน will to power และไม่เอ่ยปากพูดกับใครมา 9 เดือนจนกว่าจะสอบเข้าเป็นนักบินได้ (อันนี้อาจจะเป็น will to power:))คุณปู่ที่ติดเฮโรอีนงอมแงม พี่เมียที่เป็นProust scholar เป็นเกย์และอกหักจากลูกศิษย์หนุ่มเลยพยายามฆ่าตัวตายแต่ไม่สำเร็จ ลูกสาวคนเล็กที่เผ้าดูแต่วีดีโอประกวดนางงามและมีความใฝ่ฝันจะเป็นนางงาม blah blah ภาพของครอบครัวนี้จึงเหมือนที่ลูกชายโพล่งใส่แม่ว่า
* You know, like it or not, we’re still your family, for better or worse…
** No, you’re *not* my family! I don’t wanna *be* your family! I hate you fucking people! Divorce? Bankrupt? Suicide? You’re fucking losers, you’re losers! No, please just leave me here, Mom. Please, please, please. Please… just leave me here.
เรื่องก็เป็นเรื่องขึ้นมาก็เมื่อครอบครัวนี้พาลูกสาวตัวน้อยไปประกวดนางงามเด็กที่เรียกว่า little miss sunshine ที่แคลิฟอร์เนีย และก็ต้องเดินทางร่วมกันไปทั้งครอบครัวอย่างเลี่ยงไม่ได้ เรื่องราวเป็นยังไงก็ต้องไปดูเอาเอง บทสรุปของเรื่องที่น่าสนใจก็คือทุกคนในครอบครัวได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับครอบครัวที่กระพร่องกระแพร่งเว้า ๆแหว่ง ๆแบบที่มันเป็นอยู่อย่างนั้นนะละ คำพูดที่ว่า who care??? ก็ใครมันจะไปสนใจละว่าใครคนอื่นจะมองดูครอบครัวนี้อย่างไร เพราะคนเหล่านี้ไม่ได้ลุ่ม ๆดอน ๆไปกับครอบครัวนี้ด้วย อืม ถ้าคิดให้ดีอีกที ความย้อนแย้งในรูปแบบนี้ก็ยังถูกตลบหลังด้วย motto แบบบ้านแสนสุขในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งอยู่ดี แม้ว่าจะเป็นบ้านแสนสุขที่ไม่ได้มีรูปลักษณ์วิมานนี้สีชมพูซะทีเดียว อย่างน้อยตัวละคนทุกตัวก็ต้องกลับไปเผชิญหน้ากับความกระพร่องกระแพร่งนานาประการไม่ว่าจะเป็น bankrupt divorce suicide loser กันต่อไป เพราะครอบครัวนี้ก็ยังคงต้องผลัดกันวิ่งขึ้นรถตู้สีเหลืองแอ๊นที่ต้องสตาร์ทและแล่นด้วยเกียร์สองที่แล่นไปเผชิญหน้ากับหลากหลายชะตากรรมที่เราไม่สามารถ label ได้เลยว่าจะนำไปสู่การเป็น the winner
สิ่งที่น่าสนใจคือ dwayne (ลูกชาย)โพล่งออกมาว่า life is one beauty contest after another
Fuck beauty contests. Life is one fucking beauty contest after another. You know, school, then college, then work, fuck that. And fuck the air force academy. If I wanna fly, I’ll find a way to fly. You do what you love, and fuck the rest.
มายาคติแบบที่ว่า Life is one fucking beauty contest after another เป็นมายาคติที่ dominate ผู้คนมานานแสนนานและคงจะ dominate ชีวิตของผู้คนต่อไปเรื่อย ๆ ไม่รู้ว่ามายาคติแบบนี้ก่อนตัวขึ้นมาเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์อะไร และมายาคติหน้าตาแบบนี้ก่อรูปมาพร้อม ๆกันหรือมาก่อนหรือหลังระบบทุนนิยม Life is one fucking beauty contest after another ก็ไม่ใช่สิ่งนักหนาสาหัสในตัวเองซะทีเดียว ถ้าบทสรุปสุดท้ายคือ You do what you love, and fuck the rest สิ่งที่น่าสนใจก็คือ มีผู้คนสักกี่คนกันที่จะ found out และรู้ว่า what do you love???
เพราะ Life is one fucking beauty contest after another ผู้คนจำนวนมากจึงแสวงหาสิ่งอื่นๆและคนอื่นๆที่พ้นไปจากตัวเอง และเพราะผู้ชนะมีได้เพียงคนเดียว ผู้คนที่เหลือจึงต้องตั้งข้อสงสัยต่อความงดงามของตัวเองและสิ่งที่ตัวเองมี โดยไม่เคยรู้ว่าจริงและความงาม หรือ beauty ที่ประกวดประชันกันมาตั้งแต่ลืมตาดูโลกจนลาโลกไปคืออะไร
ชอบเพลงนึงซึ่งเป็นพลงประกอบของซีรีย์เรื่อง Glee เราว่าเนื้อหาของเพลงนี้ให้ข้อสรุปที่น่าสนใจดีว่าทุกๆ คนมีความงามเฉพาะของตัวเอง (You are beautiful no matter what they say , You are beautiful in every single way) และความงามที่ว่าก็ไม่ได้ตั้งอยู่บนความเพียบพร้อมเรียบร้อยไร้ที่ติ แต่ความงามที่ว่ากลับตั้งอยู่บนความบกพร่องผิดพลาดนานาประการแบบที่เรียกว่ากระพร่องกระแพร่งนั่นละ แต่ที่ควาบกพร่องผิดพลาดนานาประการเหล่านี้ถูกเรียกว่า full of beautiful mistakes ได้ ก็คงต้องไม่ใช่ความบกพร่องผิดพลาดที่ถูกผู้กระทำละเลยหรือลืมเลือนไปในชั่วพริบตาแบบอัลไซเมอร์ แต่เป็นข้อบกพร่องผิดพลาดที่จะวนเวียนกลับมาให้เราได้เรียนรู้แก้ไขและปรับปรุงมันอีกครั้งแล้วครั้งเล่า เฉดสีของความบกพร่องผิดพลาดหน้าตาแบบนี้จึงไม่ใช่เฉดสีหม่นทึบอย่างที่หลายคนเข้าใจ หากแต่เป็นเฉดสีที่ colorful แบบ unique เพราะผู้คนแต่ละคนก็มีวิธีเรียนรู้และแก้ไขข้อผิดพลาดบกพร่องหรือกระทั่งเรียนรู้ที่จะอยู่กับข้อผิดพลาดบกพร่องเหล่านี้แตกต่างกันไป เพราะ We’re the song inside the tune Full of beautiful mistakes
You are beautiful no matter what they say
Words can’t bring you down oh noo no no
You are beautiful in every single way
Yes words can’t bring you down oh nooo
So don’t you bring me down today
No matter what we do
No matter what we say
We’re the song inside the tune
Full of beautiful mistakes
And everywhere we go
the sun will always shine
And tomorrow we might awake on the other side