เพราะสรวงสวรรค์ไม่ได้เป็นที่สิงสถิตย์ของความดีและขุมนรกไม่ได้เป็นที่สิงสถิตย์ของความชั่ว

 

 

หายหน้าหายตาไปพักใหญ่เพราะมัวไปหมกมุ่นอยู่กับมหากาพย์ส่วนตัวที่ดันโดดลงไปเล่นแล้ว หลงติดใย ลากตัวเองออกมาไม่ได้ จริงๆก็อยากจะเขกหัวตัวเองสักโป๊กใหญ่ แต่คิดไปคิดมากอีกทีถ้าไม่หลวมตัวกระโดดลงไปเล่นสิ ถึงสมควรเขกหัวตัวเองโป๊กใหญ่555 ทำเอาผู้คนใกล้ตัวปวดเศียรเวียนเกล้าไปด้วย วันนี้ก็ดันเผลอบอกคนใกล้ตัวบางคนไปว่า เวลาที่ผ่านไป ดึง ๆยืด ๆ กันไปมา ถือว่าใช้ในการเรียนรู้ธรรมชาติของคนและองค์กรก็แล้วกัน คนใกล้ตัวหลายคนทำเสียงเขียว บอกว่า ต้องจัดการ คิดไปคิดมาอีกที จัดการแล้วไง ไม่จัดการแล้วไง หรือในชีวิตของผู้คนส่วนใหญ่ สิ่งสำคัญก็คือ การรอได้ คอยได้ ก็ไม่รู้

สองสามอาทิตย์ก่อนพยยามปลุกปล้ำกับ his dark materials (trilogy) ของ Pullman อยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย เคร่งเครียดยิ่งกว่าภารกิจใด ๆทั้งมวล แทบจะเดินทางเข้าไปอยู่กับ lyra กับ will พร้อมกับน้อง pan ให้รู้แล้วรู้รอดไป พออ่านจบ มิน่า ทำไม แฟนหนังสือของพูลแมน ถึงก่นด่า เวอร์ชันภาพยนตร์กันขรมขนาดนั้น เหตุผลก็คือ เวอร์ชันภาพยนตร์ทำลายแก่นแกนสำคัญของหนังสือเสียหมดสิ้น ไม่ว่าจะด้วยข้ออ้างว่า ไม่ต้องการให้ศาสนาจักรแบนหรือหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งกับศาสนาจักรอะไรก็ตาม ก็ทำให้แก่นแกนที่พูลแมนพูดไว้ หายว๊าบไปกับตา รายนี้ก็เป็นนักเขียนอีกคนที่มีพล๊อตหรือแก่นแกนที่แปลกดี คิดยังไงก็คิดไม่ตกว่า เป็นหนังสือเด็กยังไง หรือยังไงถึงเป็นหนังสือเด็ก เพราะแก่นแกนที่ว่ามันร้อยอยู่ด้วยแกนหลักสำคัญที่ร้อยโยงใยอรรถาธิบายเกี่ยวกับโชคชะตาของมนุษย์ โดยมีเทววิทยา ควันตัมฟิสิกส์ แล้วก็ naturalist แบบกลาย ๆ รวมถึงประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์โลก รวมถึงโลกของความตาย เข้ามาผสมผสานอยู่แบบอ่านแล้วต้องร้องว่า พูลแมนช่างคิดได้ เพราะที่ถกเถียงเป็นการปะทะประสานกันของความเชื่อหรือวาทกรรมหลาย ๆ รูปแบบ และนี่ก็เป็นการต่อต้านวาทกรรมอีกประเภทหนึ่ง

ในแง่หนึ่งอาจจะกล่าวได้ว่าพูลแมนถึงเอาชะตากรรมของมนุษย์กลับมาอยู่ในมือมนุษย์เอง ทุบทำลายพระเจ้า สวรรค์ นรก โลกแห่งความตาย และความเชื่อทางวิทยาศาสตร์หรือมายาคติทั้งมวลออกไป แล้วก็ลองสร้างหรือก่อรูปสิ่งที่ใครบางคนอาจจะเรียกว่าเป็น มายาคติหรือคำอธิบายรูปแบบใหม่ขึ้นมา มีลักษณะขบถในหลายรูปแบบ เว้ากันซื่อ ๆ ตั้งแต่อดัมกับอีฟตกจากสวรรค์ เหล่าบรรดาทวยเทพที่พ่ายแพ้ต้องล่าถอยตกปุ๊ลงมา (คิดถึงลูซิเฟอร์) เพราะพระเจ้าที่แก่ชราและอ่อนแอถูกควบคุมโดยผู้สำเร็จราชการขั้นเทพที่เรียกว่าเมตระตรอน แต่เมตระตรอนและบรรดาทวยเทพกลับอิจฉาและเฝ้าแต่โหยหาผัสสะที่มนุษย์ที่มีเนื้อหนังมังสาเท่านั้นจะสัมผัส ได้กลิ่นและรู้สึกได้ ส่วนมนุษย์ก็ยอมตนศิโรราบกับองค์การแบบศาสนจักรผู้ยึดกุมโชคชะตาและคำอรรถาธิบายการดำรงอยู่และการดับสุญทั้งมวลเอาไว้ในมือเสียสิ้น เมื่อคำมั่นถึงแดนสวรรค์หลังความตายกลายเป็นดินแดนเวิ้งว้างที่เรียกว่าดินแดนแห่งความตายที่ถูกควบคุมโดย harpy ที่คอยเคี่ยวกรำเหล่าวิญญานให้ไม่มีความสุขสงบด้วยการพร่ำหลอกหลอนเหล่าวิญญานด้วยจุดอ่อนหรือข้อด้อยสารพัดสารพันที่มนุษย์แต่ละคนจะพึงมี อาจจะเรียกได้ว่าเป็นบาป หรือความชั่วที่หลอกหลอนมนุษย์แต่ละคนอยู่ทั้งวันทั้งคืน โลกแห่งความตายก็เป็นนรกเราดี ๆนี่เอง เป็นนรกที่ไม่ได้เคี่ยวกรำมนุษย์ทายร่างกาย แต่เป็นการ tortue กันทางจิตใจแบบมาราธอน ทั้งๆที่ ความต้องการของ harpy อย่าง no name ก็มีเพียงอย่างเดียว คือ ความจริง เรืองจริงเท่านั้น no name จึงเป็นตัวที่ผลักดันให้มนุษย์ต้อง reflect ตัวเองโดยตัวเอง เพราะความจริงที่มนุษย์ตระหนักรู้ด้วยตัวเองเท่านั้นจะทำให้มนุษย์รอดผ่านพ้นดินแดนแห่งความตาย(มาราธอน)ไปสู่ ความสงบ การสลายตัว สลายอณูรวมกันเข้ากับธรรมชาติ หรือ universe อีกครั้ง เพราะในโลกทุกโลกที่ซ้อนทับกันอยู่นั้น ไม่มีสิ่งใดหรืออณูได้หลุดหายไป ทุกอย่างเมื่อสลายตัวจะต้องรวมกันเข้ากับสายลม ดวงดาว แม่น้ำ แสงแดด ทุ่งหญ้า นี่นับเป็นความคิดแบบเต๋ามาเองโดยแท้

ถึงบอกว่า หนังสือของพูลแมนชุดไตรภาคชุดนี้ เป็นมหากาพย์ที่กระตุ้นให้คิด และคิด คิดแล้วคิดอีก ก็เลยให้สงสัยตะหงิด ๆว่า พูลแมนมี message อะไรจะกล่าวมากกว่านั้นหรือเปล่า พูลแมนหลอกเด็กหรือหลอกผู้ใหญ่กันแน่ฟะเนี่ย ที่แน่ ๆการใช้ทรีมเรื่องการรบกันระหว่างกองทัพของพระเจ้าในนามเมตระตรอนกับกองทัพของลอร์ดแอชลียร์ที่รวบรวมเอาประดาเทพ แม่มด คนธรรพ์ คนแคระ หมีขั้วโลกและอื่น ๆเข้าด้วยกัน ไม่ได้กล่าวถึง ความดีความชั่วแบบดำขาว แต่สงครามก็คือสงคราม war ก็คือ war ที่มีเป้าหมายเพื่อเอาชนะทำลายล้างและยึดกุมอำนาจเหนือกว่า หน้าทีของการรบก็คือการฟาดฟันกัน นึกไปถึงมหาภารตะยุทธ์แบบเทพนิยายขึ้นมา คงไม่มีใครถามหาความถูกผิด ศีลธรรมจรรยา เพราะการชนะโดยเบ็ดเสร็จนั่นแหละคือศีลธรรมจรรยาโดยตัวของมันเอง แต่เป็นศีลธรรมจรรยาของฝ่ายมีชัย และการพ่ายแพ้ก็คือการล่มสลายของศีลธรรมจรรยาแบบเดิม ๆที่เคยยึดกุมความถูกต้องเบ็ดเสร็จอยู่

สงครามครั้งนี้จึงสำคัญยิ่งนัก เพราะการพ่ายแพ้ก็หมายถึงการจบสิ้นหรือสิ้นสูญของศีลธรรมจรรยาหรืออรรถาธิบายรูปแบบหนึ่งที่ต้องเปิดพื้นที่ให้ศีลธรรมจรรยารูปแบบใหม่และอรรถาธิบายรูปแบบใหม่ โลกก็หมุนวนเวียนไปด้วยการเอาชนะ การยึดกุมอำนาจ การต่อต้าน การล่มสลาย และการก้าวขึ้นมามีบทบาทของศีลธรรมจรรยาแบบใหม่ วนเวียนเป็นวัฏฏะเช่นนี้เรื่อยไป แล้วใยมนุษย์บางจำพวกจึงคิดว่าที่ยึดกุมอยู่นั้นคือชัยชนะแบบถาวรเบ็ดเสร็จศีลธรรมจรรยาที่ยั่งยืนยาวนานชั่วฟ้าดินสลาย

เพราะสรวงสวรรค์ไม่ได้เป็นที่สิงสถิตย์ของความดีและขุมนรกไม่ได้เป็นที่สิงสถิตย์ของความชั่ว และโลกแห่งความตายไม่ใช่โลกแห่งการเสแสร้งตอแหล แม้แต่ Harpy ยังต้องการได้ยินสิ่งเดียวคือ story และขอให้เป็น story ที่เรียกว่าเป็นความจริง แต่ความจริงที่ว่าก็ไม่ได้เท่ากับความดีงามแต่เพียงอย่างเดียว เพราะความจริงที่ต้องการคือการย้อนคิด reflect ตนเองของมนุษย์เพื่อสอบทานสิ่งที่ในช่วงชีวิตได้เรียนรู้จากโลก ประสบการณ์ชีวิตของมนุษย์เป็นเครื่องหล่อเลี้ยง harpy ฉันท์ใด ความเท็จและการเสแสร้งไม่ซื่อตรงต่อตนเองก็เป็นเครื่องยืนยันว่ามนุษย์จำพวกนั้นไม่คู่ควรที่จะกลับเข้าไปหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของโลกหรือจักรวาลอีกครั้ง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s


Follow

Get every new post delivered to your Inbox.