แหวนแห่งอำนาจและจิตวิญญานซารอน

ธันวาคม 21, 2009 โดย maewjaidam

สองสามวันนี้นั่งแกะงานของกรัมชีกับอัลธูแซร์ โดยพยายามแยกแยะดูว่าอันไหนคือจุดอ่อนจุดแข็งที่สามารถนำมาใช้ได้ นักคิดสองคนนี้ที่มีจุดร่วมและจุดแตกต่างกัน กล่าวคือ กรัมชีนั้นเป็นพวกมนุษยนิยม แต่อัลธูแซร์นั้นเป็นพวกแอนตี้มนุษยนิยม(พูดอีกนัยหนึ่งคือเหม็นหน้าพวกมนุษยนิยม) หรือให้ความสำคัญกับโครงสร้าง(โครงสร้างนิยม) โดยเชื่อว่ามนุษย์หรือagentนั้นไม่สามารถหลุดไปจากการกำหนดเชิงโครงสร้างได้ (ประมาณทำอย่างไรมนุษย์ก็ตกอยู่ในกับดักอันหนึ่งหรือเงื่อนไขอันหนึ่งที่เป็นเสมือนม่านบาเรียใส ๆที่ขวางกั้นขอบเขตความเป็นไปได้บางอย่างเอาไว้) แนวคิดของอัลฯจึงมีลักษณะกำหนดนิยม(แบบหนึ่ง) แม้ว่าจะรู้ ๆ กันว่าแนวคิดยุคนี้พยายามจะหลบจากกำหนดนิยมโดยเศรษฐกิจของพวกมาร์กซิสต์บางพวก ในขณะที่กรัมชีนั้นไม่ได้เน้นการกระทำหรือการตัดสินใจของagentโดยขาดลอยจากบริบททางโครงสร้างและอื่น ๆ ที่ครอบคลุมตีกรอบagentอยู่  เหมือนแนวคิดแบบ free floting agent ที่ไม่คำนึงถึงการตีกรอบใด ๆ ของซาร์ต สำหรับกรัมชีนั่นโครงสร้างและagentนั้นมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันไปมา ซึ่งแนวคิดนี้อาจะเรียกได้ว่าเป็นวิภาษวิธีชนิดหนึ่ง

ทั้งสองคนนี้พิจารณาถึงการทำงานของโครงสร้างส่วนบน ที่รู้จักกันในนาม “อุดมการณ์” ที่ทำการครอบคลุมการดำเนินการหรือกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ อย่างไรก็ตามการดำเนินการหรือกิจกรรมนี้ไม่ได้ครอบคลุมแค่ political area ในทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับรัฐและอำนาจรัฐแต่เพียงอย่างเดียวอย่างที่เข้าใจกัน แต่อุดมการณ์นี้ครอบคลุมทุก ๆ อณูในการดำรงชีวิตของมนุษย์ นั่นคือ ทุก ๆ มิติในชีวิตก็คือการเมือง ดังนั้นอุดมการณ์จึงครอบคลุมทุก ๆ มิติของชีวิต ในแง่นี้อาจจะกล่าวได้ว่าแนวคิด civil society ก็นับเนื่องอยู่ในการพิจารณาของทั้งคู่ด้วย การพิจารณาทางด้านอุดมการณ์นี้พิจารณาเน้นไปถึง การครองความเป็นเจ้า หรือที่รู้จักกันว่า hegemony เนื่องจากพื้นฐานหรือจุดเริ่มต้นอยู่ที่การต้องการแกะดูหรือเลาะดูปัญหาเบื้องหลังความล้มเหลวของการต่อสู้ของกรรมกรและฝ่ายซ้ายโดยเฉพาะต่อฟาสซิสต์(สำหรับกรัมชี่) ว่าทำไมฝ่ายซ้ายถึงล้มเหลวในการชักนำมวลชนที่ดูเหมือนจะมีผลประโยชน์ร่วมกันให้มารวมตัวกัน ในทางกลับกันก็พยายามหาสาเหตุทีทำให้มวลชนถูกดึงดูดให้เข้ากับทุนและฟาสซิสต์ซึ่งเป็นฝ่ายปฏิปักษ์แทน

การครองความเป็นเจ้านี้ชี้ให้เห็นถึงกลไกของการใช้อำนาจแบบเด็ดขาดควบคู่ไปกับการกล่อมเกลาให้เกิดการยินยอม พูดง่าย ๆ ก็คือการใช้ไม้แข็งกับไม้นวม เพียงแต่ไม้นวมที่ผู้มีอำนาจนำนำมาใช้นั้นซับซ้อนซ่อนเงื่อนและซึมลึกแพร่กระจายไปทุกส่วนทุกที่ทุกอณูของชีวิต การเรียนรู้เรื่องการใช้ไม้นวมจึงมีความน่าสนใจ น่าสนใจที่จะแกะดูว่าอะไรที่ดูเหมือนธรรมชาติที่สองของมนุษย์นั้นแท้ที่จริงแล้วอาจจะเป็นแค่ธรรมชาติที่ถูกสร้างขึ้น และสิ่งที่มนุษย์มักจะทำโดยไม่รู้ตัว และแถมมนุษย์บางประเภทยังยอมรับแบบหน้าซื่อ  ๆ และ take it for granted ก็ไอ้ที่  take it for granted นะละที่มันมีปัญหา นอกจากพูดถึงการใช้ไม้นวมของการครอบงำทางอุดมการณ์ นั่นก็คือ ครอบงำสิ่งที่อยากให้เชื่อ อยากให้ทำ ไม่อยากให้ทำ สิ่งที่อยากให้เป็น ไม่อยากให้เป็น ซึ่งส่วนใหญ่ก็เพื่อ รักษา status quo ยกเว้นการต่อต้านและตอบโต้ทางอุดมการณ์เพื่อช่วงชิงความเป็นเจ้า

การทำงานทางอุดมการณ์ที่เรียกว่า ปฏิบัติการทางอุดมการณ์นั้น จึงไม่ได้มีเพียงการรักษาการครองความเป็นเจ้าแต่เพียงอย่างเดียว ยังกล่าวถึงการต่อต้านหรือการขัดขืนต่อการครองความเป็นเจ้า(อันเดิม) ด้วยเหตุนี้อุดมการณ์ที่พูดถึงกันจึงมีสองประเภทหลัก ๆ คือ อุดมการณ์หลัก และอุดมการณ์ต่อต้าน ในขณะเดียวกันก็มีส่วนของอุดมการณ์รอมชอมหรือทางเลือกอยู่ในพื้นที่ตรงกลาง เนื่องจากการทำงานของอุดมการณ์หรือปฏิบัติการทางอุดมการณ์นั้นมีพลวัตคือไม่ได้หยุดนิ่งแต่มีการใช้อำนาจและต่อต้านการใช้อำนาจอยู่ตลอดเวลา แม้แต่ตอนที่เรานั่งๆนอนๆ ทำหน้าซื่อตาใสกันอยู่ การทำงานของการผลักหรือดึงกันระหว่างอุดมการณ์ก็เกิดขึ้นตลอดเวลา การต่อต้านหรือการต่อสู้ทางอุดมการณ์จึงกระทำผ่าน disarticulation/rearticulation การแกะเลาะรื้อพร้อม ๆ กับการสร้างความหมายใหม่ ๆ ที่ต้องการให้กับอุดมการณ์เดิม เพื่อให้เกิดอุดมการณ์ใหม่ที่มีหน้าตาและการทำการที่แตกต่างกันออกไป

กล่าวโดยสรุปคือเมื่อจะทำการศึกษาเรื่องปฏิบัติการทางอุดมการณ์ต้องพิจารณาภายในบริบททางประวัติศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เพื่อดูว่าณ ห้วงเวลานั้น ๆ ที่ต้องการศึกษานั้นมีพลังหลัก(หรืออำนาจหลัก)อะไร ๆ ที่ทำการคัดง้างหรือร่วมมือกันอยู่ อะไรที่เป็นจุดร่วม อะไรที่เป็นจุดแตกหัก ปฏิบัติการณ์ทางอุดมการณ์นี้เป็นกระบวนการรื้อและสร้างใหม่ของอุดมการณ์ นั่นคือการใช้อำนาจของอุดมการณ์ย้อนกลับไปกลับมา ด้วยเหตุนี้กระบวนการปฏิบัติการมีทั้งการปะทะกันอยู่ตลอดเวลา ระหว่างอุดมการณ์นำและอุดมการณ์ต่อต้าน ที่น่าสนใจสำหรับเราก็คือ ภายในอุดมการณ์หลักเองก็คงมีการปะทะประสานกันอยู่เหมือนกันซึ่งออกมาในรูปของอุดมการณ์แบบรอมชอมหรือทางเลือก ที่ไม่ได้มีเป้าหมายเบี่ยงไปจากการรักษาสถานะความเป็นเจ้า เพียงแต่ในระหว่างกลุ่มอำนาจนำต่าง ๆ นั้นต่างก็ต้องการแย่งชิงหรือเข้าถึงการครองความเป็นเจ้าเช่นเดียวกัน การแย่งชิงการครองความเป็นอุดมการณ์นำจึงก่อให้เกิดการรอมชอมหรือการสร้าง(หน้าตา)ใหม่ของอุดมการณ์หลัก ในแง่หนึ่งก็เพื่อช่วงชิงความเป็นเจ้า ในอีกแง่หนึ่งก็คือการช่วงชิงอำนาจนำระหว่างกลุ่มพลังหลักที่มีอำนาจในขณะนั้น

ขณะเดียวกันกลุ่มอำนาจชายขอบก็ต้องพยายามสร้างอุดมการณ์ต่อต้านขึ้นมา ความแตกต่างระหว่างอุดมการณ์ต่อต้านกับรอมชอมก็คือ อันหนึ่งไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงแต่ต้องการรักษาสถานภาพหรือดุลอำนาจแบบเดิม เพียงแต่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงถ่ายโอนช่วงชิงดุลอำนาจในกลุ่มของตนเองได้ ในขณะที่อีกฝ่ายต้องการการเปลี่ยนแปลงสถานภาพและดุลอำนาจแบบเบ็ดสร็จจากอีกข้าง นั่นคือ สถาปนาความเป็นเจ้า(เจ้าใหม่)ขึ้นมา

กลไกการสถาปนาความเป็นเจ้าจึงเกี่ยวข้องกับผู้คนกลุ่มหนึ่งที่มีบทบาทผลิต ผลิตซ้ำ สนับสนุน เสนอทางเลือ คัดง้าง กระทั่ง ต่อต้านอุดมการณ์เดิม กลุ่มคนที่ว่านี้ถูกขนานนามว่าเป็น ปัญญาชน ซึ่งไม่ได้ครอบคลุมแค่ปัญญาชนอย่างที่เราเข้าใจกัน แต่ปัญญาชนครอบคลุมมากกว่านั้น ปัญหาที่มีการกล่าวถืงก็คือ คนทุกคนเป็นปัญญาชนได้ แต่ไม่ใช่ปัญญาชนทุกคนจะสามารถเข้าไปมีบทบาทหรือส่งผลกระทบกระเทือนต่อผู้คน(ในทางอุดมการณ์) ปัญญาชนหลัก ๆ ก็อาจจะกล่าวได้ว่ามีปัญญาชนตามประเพณี หรือ traditional intellectual กับปัญญาชนที่มีสังกัดชนชั้นที่เรียกว่า organic intellectual ข้อแตกต่างกันก็คือ บทบาทของปัญญาชนที่ผูกติดตัวเองอยู่กับชนชั้นและผลประโยชน์ของชนชั้นจะมีสูงและส่งผลกระเทือนได้มากกว่า หรืออาจจะกล่าวได้ว่า พวก organic intellectual นั้นไม่ได้ free float ไปวัน ๆ แต่ตระหนักถึงหน้าที่หรือบทบาทรวมถึงจุดมุ่งหมายบางประการ หน้าที่หรือบทบาทของปัญญาชนเหล่านี้ก็คือการหล่อหลอมกลอมเกลาทำให้เชื่อว่าอุดมการณ์ที่ตนเองถือครองนั้นเป็นสิ่งที่เหมาะสมเป็นธรรมชาติที่สองที่นำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งชนชั้นของตน

ปัญหาที่ตั้งข้อสงสัยก็คือ บางครั้งหรือมากครั้งหรือเปล่าที่ปัญญาชนที่เป็น organic intellectual นั้นหล่อหลอมกลอมเกลาจนตนเองก็ชักเริ่มเชื่อขึ้นมาตะหงิด ๆ แล้วว่าอุดมการณ์นี่แหละคือสิ่งถูกต้องและสัมบูรณ์เป็นนิจนิรันดร์ที่สุด เลยเลอะเลือนไปว่าอันนี้เป็นกลไกการช่วงชิงอำนาจแบบหนึ่งเท่านั้น ในเมื่อไม่รู้ว่าเป็นการช่วงชิงอำนาจหรือการครอบงำทางความคิดรูปแบบหนึ่ง  จะกล่าวได้หรือไม่ว่าปัญญาชนเหล่านั้นไม่ได้เป็น organic intellectual เพียงเพราะเกิดแอมนิเชียโดยฉับพลัน (หรือเปล่า)

อาจกล่าวได้ว่า คุณูปการของการพิจารณาโครงสร้างส่วนบนหรืออุดมการณ์จึงน่าสนใจ เนื่องจากเป็นกระบวนการเลาะรื้อ เจาะลงไปดูถึงมือหรืออำนาจที่มองไม่เห็นที่ครอบงำครอบครองมนุษย์เราอยู่ ไม่ให้เห็นตามคล้อยตามแบบง่ายๆ เซื่อง ๆ  โดยไม่ตั้งคำถาม ปัญหาเรื่องจิตสำนึกที่ผิดพลาดคงไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะณ ที่นี้เราไม่ได้มีจิตสำนึกที่ถูกต้องหรือผิดพลาดบิดเบือนแต่ประการใด แต่กระบวนการปะทะประสานกันของอุดมการณ์นั้นเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา บทบาทของผู้ที่ทำหน้าที่ผลิตซ้ำ ตั้งคำถาม ชำแหละ ทั้งรื้อและทั้งสร้างเรื่องของอุดมการณ์และปฏิบัติการทางอุดมการณ์จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ สนุกสนาน ชวนหัว และน่าตื่นเต้น และน่าสะพรึงกลัวไปพร้อม ๆ กัน ปัญหาก็คือ มีสักคนที่จะรู้ตัวว่าเป็นฟันเฟืองของปฏิบัติการทางอุดมการณ์ เรื่องที่น่าชวนหัวกว่าก็คือ การไม่รู้ตัวเองว่าเป็นฟันเฟืองของปฏิบัติการทางอุดมการณ์นั้นอาจเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความสำเร็จของการครองความเป็นเจ้ามากกว่า(หรือเปล่า)

ข้อสงสัยแบบนี้จึงทำให้การครอบครองความเป็นเจ้านั้นครอบและครองกันหลายชั้นหลายซับหลายซ้อนวนเวียนกันไปมาจนแทบจะหาตัวซารอนไม่เจอ เพราะทุก ๆ ร่างก็คือที่สิงสู่ของจิตวิญญานของซารอน จิตวิญญานที่มนุษย์ช่วยกันก่อช่วยกันสร้างและช่วยกันล่ามตัวเองเอาไว้อย่างเหนียวแน่น เพียงเพื่อไม่ให้โฟรโด้โยนแหวนแห่งอำนาจลงปล่องภูเขาไฟไป

เทวรูปและแท่นบูชาที่ต้องก้าวข้าม :)

ธันวาคม 18, 2009 โดย maewjaidam

“A new scientific truth does not triumph by convincing its opponents and making them see the light, but rather because its opponents eventually die, and a new generation grows up that is familiar with it.”

– Max Planck, A Scientific Autobiography (1949)

 ได้ quoting ของ Planck มาจาก บทความชื่อ “Economic theory and the crisis” ของ Alan Kirman ที่เพิ่งมาแปะไว้ใน Real world econ review ของเดือนธันวาคมนี้ อ่านแล้วก็ถอดถอนใจ ไม่ค่อยเชื่อมั่นเท่าไร แม้ว่าจะเห็นด้วยกับพลังค์อยู่เหมือนกัน เพราะถ้าจะรอจับคน(บางประเภท)มาล้างสมอง รอให้ตายลงหลุมกันไปข้างหนึ่งก่อนจะง่ายกว่า แต่ก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนพลังค์นักว่า the new generation จะเติบโตมาและเริ่มคุ้นชินกับความคิดความรู้หรือกระบวนทัศน์แบบใหม่ ก็คงเหมือนที่ Kuhn ว่าไว้ต้องค่อย ๆ แซะ ค่อยๆ ขุดกันออกไป อีกข้างก็ต้องค่อย ๆ ก่อ ค่อย ๆ สร้างกันขึ้นมา (เป็นป้อมปราการอันใหม่) รอคอยให้มีความคิดความรู้อันใหม่(ถ้ามี)ที่เหมาะสมกว่ามากวาดอันเก่าลงหลุมไปอีกที ก็ขึ้นอยู่ว่าเราจะเชื่อว่ามี สารัตถะ หรือ ไม่มี เป็นพวกสัมบูรณ์หรือสัมพัทธ์ หรือไม่มีการหยุดนิ่งแบบไดอาเลกติก ก็ว่ากันไป

บางคนอาจจะเชื่อมั่นในความเป็น สิ่งสัมบูรณ์ของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ แถมพ่วงตามมาด้วยพวกสังคมศาสตร์บางประเภทที่อยากเป็นวิทยาศาสตร์ แต่ก็มีบางพวกที่บอกว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับความเชื่อหรืออุดมการณ์ที่อยู่เบื้องหลังการสร้างการก่อตัวของความรู้ความเชื่อเหล่านั้น แม้แต่ความรู้ที่หมายมั่นปั้นมือว่าเป็นวิทยาศาสตร์อย่างมากที่สุด ประเภท natural science ก็เถอะ บางพวกที่สนใจศึกษาควอนตัมก็อาจจะบ่งกระทั่งว่า ถ้ามนุษย์เราอยากเจออะไรหรือเชื่อในอะไร ทดสอบทดลองแล้วเราจะได้เจอสิ่งนั้นอันเป็นสิ่งที่เราเชื่อ เหมือนเชื่อในอนุภาคก็จะเจออนุภาค แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งอื่นที่แตกต่างจากสิ่งนั้น ไม่ได้ดำรงอยู่ เช่น พลังงานแม่เหล็กไฟฟ้ากับอนุภาค แล้วแต่จะมองด้วยมุมมองแบบไหน จะทดสอบเอาอะไร ที่น่าแปลก็คือ สังคมศาสตร์บางศาสตร์ที่พยายามทำตัวเองให้ใกล้เคียงแบบแทบจะเอาหลังไปพิงไว้กับวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ กลับไม่รู้ถึงข้อจำกัดหรือความลื่นไหลเหล่านี้ และเอ่ยอ้างถึงความสมบูรณ์ของตน

คำพูดประเภทว่า “ถ้าข้อมูลพร้อมครบถ้วนสมบูรณ์ ศาสตร์ของเราก็จะทำนายสิ่งที่ต้องการศึกษาได้ไม่ผิดพลาด” “สมมติฐานที่ตั้งเอาไว้จะไม่เป็นอย่างนี้ ถ้ามนุษย์ส่วนใหญ่ไม่เป็นอย่างนี้ ถ้ามนุษย์ส่วนใหญ่ไม่เป็นอย่างนี้ เป็นอีกอย่าง เดี๋ยวสมมติฐานของเราจะต้องปรับตามไปเอง”  แล้วข้อมูลที่สมบูรณ์จะมาพร้อมเมื่อไร ในเมื่อไม่เคยมีข้อมูลที่สมบูรณ์ ศาสตร์ของเราก็ทำนายถูกทำนายผิดไปเรื่อย ๆ แบบนี้นะละ ไม่ใช่ความผิดของเราสักหน่อยถ้าคนมันจะห่วย ตะบี้ตะบันบริโภคแบบไม่ลืมหูลืมตา เราไม่เคยทำอะไรผิด ก็คงพอ ๆ กับที่เราไม่เคยทำอะไรถูก พอ ๆ กับที่เราไม่เคยเรียนรู้ว่าคำว่าส่วนใหญ่ครอบคลุมแค่ไหน กระทั่งกระบวนการ voting แบบ majority ยังมีข้อบกพร่อง การเอ่ยอ้างถึงคนส่วนใหญ่ มนุษย์โดยทั่วไป จึงเป็นเรื่องชวนหัว พอ ๆ กับที่ไม่เคยมองข้ามผ่านทะลุกะลาแคบ ๆ ก็ไม่รู้ว่าแคบแค่ไหนว่า สิ่งที่ดำรงอยู่นั้น ไม่ได้เป็นความจริงแบบสัมบูรณ์นิจนิรันดร์ แล้วความจริงหรือการให้อรรถาธิบายอะไรต่ออะไรก็ไม่ได้มีเพียงหนึ่งคำอธิบาย ประเด็นคืออย่าหลงลืมไปว่า เราสรรสร้างสรรหาการอรรถาธิบายเหล่านั้นไปเพื่ออะไร เราสรรหาสรรสร้างคำอรรถาธิบายนั้นไม่ใช้เพื่อยืนยันความศักดิ์สิทธิ์(อันล่วงละเมิด)ไม่ได้ของคำอรรถาธิบายนั้น คำอรรถาธิบายไม่ใช่สิ่งที่ต้องเคารพเทิดทูน แต่คำอรรถาธิบายนั้นดำรงอยู่ได้ จะดำรงอยู่ได้ ถ้ามันเป็นเครื่องมือที่เหมาะสมสำหรับรับใช้มนุษย์ และก็ไม่ใช่มนุษย์เพียงหยิบมือที่ยึดกุมเอาอำนาจ(ของความรู้)เอาไว้ในมือเท่านั้น คราวนี้จะถามกลับว่า ใครเป็นตัวแทนของใคร และใครจะเอ่ยอ้างว่าคนส่วนใหญ่ต้องการแบบนั้น อนุญาตให้กลับไปไล่ถามประชากรกว่าหลายพันล้านในโลกก่อนแล้วจึงอนุญาตให้เอ่ยอ้างว่าคนส่วนใหญ่เป็นแบบนั้น คิดแบบนั้น เห็นด้วยกันกับเรา ถ้าไม่เช่นนั้นก็ต้องเปิดพื้นที่ให้มีการทะเลาะเบาะแว้ง ถกเถียงกัน

อย่างไรก็ตามหวังว่าพลังค์คงพูดถูกและทำนายถูก ว่า a new generation ที่จะเติบโตต่อไปในอนาคตจะสามารถฟันฝ่าขวากกหนามแห่งความศักดิ์สิทธิ์สัมบูรณ์ หรือเทวรูปแห่งความน่ายำเกรง ที่คนรุ่นก่อน ๆ ได้ช่วยกันก่อร่างสร้างแท่นบูชาประดิษฐานกันเอาไว้อย่างมั่นคง เพื่อเดินข้ามผ่านเทวรูปและแท่นบูชาเหล่านี้ไป เพราะเทวรูปและแท่นบูชาเหล่านี้ไม่ได้เป็นเป้าหมายหรือจุดสิ้นสุดโดยตัวของมันเอง เทวรูปและแท่นบูชาจะเป็นได้ก็เพียงทางหรือเครื่องมือของมนุษย์เท่านั้น ยืนยันกันอีกทีเป็นครั้งที่ร้อยเจ็ดว่า emancipation เท่านั้นที่จะต้องไปให้ถึง และต้องเป็น emancipation แบบองค์รวมที่คำนึงถึงธรรมชาติและการพึ่งพิงกันและกันของสรรพสิ่งด้วย

Take it for granted,always :)

ธันวาคม 16, 2009 โดย maewjaidam

หยิบ Marx’s Grundrisse and Hegel’s Logic ของ Uchida มาอ่านอีกที เนื่องจากเอียนเลี่ยนเบื่อ โลจิกบางประเภทที่เหมือนพายเรือวนอยู่ในอ่าง ก็เลยได้เอาบางส่วนมาค่อย ๆ แกะดูกัน เริ่มจากความแตกต่างกันของความคิดเรื่องมนุษย์ของมาร์กซ์กับเฮเกล(ที่จะมีอริสโตเติลมาเกี่ยวข้องอีกที แต่ตอนนี้วางทิ้งเอาไว้ข้าง ๆก่อน) มาร์กซ์กับเฮเกลมองมนุษย์หรือธรรมชาติของมนุษย์แตกต่างกัน และรากฐานของความแตกต่างนี้จะนำไปสู่การเข้าไปอรรถาธิบายความมีลักษณะทั่วไปหรือความมีลักษณะเฉพาะของวิถีการผลิต(ซึ่งมีลักษณะทางประวัติศาสตร์ บริบททางสังคม วัฒนธรรม อีกที) ในขณะที่ลักษณะทั่วไปหรือลักษณะเฉพาะที่ว่านี้ในที่สุดจะส่งผลต่อการมองโลกมองชีวิตอีกทีว่าเปลี่ยนแปลงได้หรือ take it for granted ซึ่งก็ส่งผลสืบเนื่องมาอย่างที่เห็นกันอยู่ว่า take it for granted  แล้วก็จะได้พายเรือวนอยู่ในอ่างเล็ก พายเรือวนอยู่ในอ่างใหญ่ชั่วนิจนิรันดร์ ก็ว่ากันไป

เริ่มจากขณะที่มาร์กซ์ให้ความสำคัญกับการไปด้วยกันของกายกับสมองหรือสติปัญญาที่เรียกว่า mental ว่าต้องเป็นสองด้านที่ไปควบคู่กันคือมนุษย์ต้องพัฒนาหรือผลิตซ้ำสองด้านนี้ไปพร้อมกัน ในขณะที่เฮเกลให้ความสำคัญกับด้านของกายหรือ physical มากกว่า แม้ว่าจะมีสมองหรือสติปัญญาก็สืบเนื่องมาจากกายเป็นสำคัญ

สำหรับมาร์กซ์มีเพียงช่วงหนึ่งของประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติที่เรียกว่าวิถีการผลิตแบบทุนนิยมเท่านั้นที่แรงงาน(กาย)กับแรงงาน(สมอง)ถูกแยกขาดออกจากกัน โดยที่แรงงาน(สมอง)ซึ่งก็คือซีกของนายทุนนั้นถูกให้ความสำคัญหรืออยู่เหนือแรงงานทางกาย

In Marx’s view, human beings are born not only with nutritive capabilities, but with mental ones that are inseparable from them. Human beings engage in their own process of reproduction with both material and mental capabilities united as a whole.

In considering production in general Marx takes the human mind and body to be naturally united. This unity is broken by the capitalist division of labor in which the capitalist appears as mentl laborer and the wage-worker as physical labourer.

Hegel seems to define the process of  human life as one in which “man” engages only as a physical existence, he unconsciously reproduces capitalist production from the theoretical standpoint of the capitalist, without acknowledging this.

 Marx notes that Hegel is silent on the separation of labour into physical and mental that is characteristic of capitalism. A misunderstanding to accept Hegel’s conception of the physical elements in man’s metabolism with nature as a general definition common to evey form of production.

Hegel talks about the natural self-reproduction of human life, he treats the human body in isolation from the human mind or consciousness.Hegel, on the contrary, defines human beings as mere existence, and does not inquire into the specific mode of human life which varies regionally and historically. After that definition he discusses mental activity in a way that is indifferent to material life.

The absence of mental labor in his definition of material life is a clue to certain features of his work.

Hegel perversely generalise capitalist production.

The unity of physical and mental abilities is subsequently separated by the bourgeois value-relation.

ด้วยเหตุนี้สำหรับเฮเกลแล้ว การผลิตซ้ำทางกายภาพของมนุษย์จึงไม่ได้มีความแตกต่างกัน หรือไม่มีบริบททางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และสังคม การมืดบอดต่อความแตกต่างหรือลักษณะเฉพาะที่เกิดขึ้นในการผลิตซ้ำ และการแยกระหว่างสมองกับมือโดยให้ความสำคัญกับแรงงานสมอง(ทุน)ภายในบริบทของสังคมทุนนิยมทำให้เฮเกลไม่ตระหนักถึงการก่อตัวขึ้นหรือลักษณะพิเศษเฉพาะของทุนนิยมที่ว่า

Capital itself necessitates and posits  a specific person, the capitalist, who mediates it. The capitalist has a mission to measure capital-value, which has to be maintained and increased in prospect during production.

Capital is personified in the capitalist, who internalised its value in capitalist consciousness.

สำหรับมาร์กซ์  Hegel’s subject implies a specific person engaged in capitalist activity. That person appears as the spiritual subject of an organism which, so Hegel explains, eternally reproduces itself as a process of recognition. In fact, Hegel’s conception represents for Marx the demiurgos of bourgeois society: value and capital.

แนวคิดหรือปรัชญาของเฮเกลจึงเป็นตัวแทนของเทพผู้เนรมิตสังคมแบบทุนนิยมที่เลื่อนไหลไปด้วยวงจรของ value และ  capital ที่ไม่มีวันสิ้นสุดนั่นเอง

Critical Realism & Marxism

ธันวาคม 6, 2009 โดย maewjaidam

วันก่อนเพิ่งได้หนังสือเล่มนี้ Critical realism & Marxism มา จริง ๆ รู้จักกิตติศัพท์ของ Roy Bhaskar เจ้าพ่อ CR มานานตั้งแล้ว เพียงแต่โชคไม่ดี(โทษดินฟ้าอากาศ)ไม่ได้จังหวะเรียนรู้จากงานของ Bhaskar พยายามจะสอบถามจากคนอื่นหลายคน คนที่ถูกบังคับให้เรียน Bhaskar ก็ทำท่าเหมือนไม่ได้เรียนมา ส่วนคนอื่น ๆ ก็ทำหน้าประมาณว่าใครฟะ Bhaskar อืม แต่เนื่องจากมีความสงสัยตะหงิด ๆ ว่าท่าทางจะเสาะหาบางสิ่งได้จาก Bhaskar ก็เลยสั่งซื้อหนังสือของ Bhaskar ติดมือมาด้วย แต่ก็ไม่มีโอกาสหยิบมาอ่านซะที หนังสืออีกเล่มที่น่าจะอ่านปูพื้นไปก่อนคือ CR ของ Bhaskar (เล่มสีส้ม) ที่เห็นปกทีไรก็นึกถึงมันดาลาทุกที เล่มนี้วางแปะอยู่ที่ชั้น เปิดอ่านไปได้นิดหน่อยก็โดน interrupt จากภารกิจอื่นจนหยุดไป อีกเล่มก็คือ Dialetic:  the Pulse of freedom เล่มนี้ไปแปะอยู่ที่ชั้นของคนใกล้ตัวบางคน(อีกที)

เริ่มอ่านเล่ม CR & M ก่อนเพราะใจร้อน และเป้าหมายของการเรียนรู้ CR ก็ไม่ได้ for the sake of CR โดยตรง แต่มีเป้าหมายเพื่อแกะ M

การศึกษา M นั้น มี 3 ระดับชั้นคือ ระดับแรก Philosophical level ระดับที่สอง  Theoretical level และระดับสามคือ  Practical level  สำหรับ CR นั้นเป็นการถกเถียงหรือพิจารณาอยู่ในระดับแรก คือ Philosophical level และเชื่อว่าการนำเอา CR มา correct M ในระดับ Philosophical level จะช่วยแก้ไขหรือทำให้ M ในระดับ Theoretical และ Practical level นั้นแข็งแกร่งหรือมีจุดอ่อนน้อยลง ส่วนจุดอ่อนที่พูดถึงก็ยกตัวอย่างเช่น สิ่งที่เรียกว่า tendency ที่ M พูดถึงเช่น แนวโน้มที่อัตรากำไรจะลดลงในระบบทุนนิยม แต่ผู้เขียนก็ยืนยันว่า การนำเอา CR มาใช้นั้นไม่ได้เป็นการปฏิเสธ M

add CR to dicaletical materialism criterion for theory evaluation แต่ไม่ได้เพื่อปฏิเสธ M และสิ่งที่ผู้เขียนบ่งว่าต้อง keep เอาไว้อย่างหนักแน่นมั่นคงถึงแม้ว่าจะมีการนำเอา CR มาใช้ก็คือ 2 fundamental Marxist Theory

1. Historical Materialism

2. The application of historical materialism to the critique of Political Economy

ส่วนกรรมวิธีในการอรรถาธิบายที่รู้จักกันในงานของ Marx  นั้น โดยปกติเราจะพูดถึงโลจิกแบบ Hegel แต่สำหรับ CR แล้ว ใช้ Method of abstraction ที่เรียกว่า “Retroduction” ที่ร่ำลือว่า compatible กับ M มากกว่า วิธีก็อยู่ในรูปที่เราเคยรู้ ๆ กันแบบพื้นฐานคือ สิ่งที่ปรากฏให้เห็นภายนอก (appearance) นั้นไม่ได้สิ่งที่สะท้อนภาพของความเป็นจริงที่อยู่ข้างใต้ที่เรียกว่า essence หรือถ้าจะพูดในรูป Philo ก็อยู่ในรูป  Form & Content เพราะ such appearances tend to conceal and to distort reality

ส่วน Retroduction ของ CR ก็อยู่ในรูป

Concrete —-> Abstract

Abstract —-> Concrete

แต่วิธีอรรถาธิบายด้วย “Retroduction” ก็ไม่ได้มาง่าย ๆแบบที่เห็น คือการนำเอา Concrete และ Abstraction มาใช้ย้อนกลับไปมานี้ก็มีเป้าประสงค์ของมันอยู่ในตัว แล้วจะค่อย ๆ มาเลาะดูว่าเป้าประสงค์นั้นคืออะไร และทำไมถึงดีกว่าการใช้โลจิกแบบเฮเกล แล้ว CR จะก่อร่างก่อรูปหรือทำให้การทำความเข้าใจเลาะรื้อโลจิกของมาร์กซ์ออกมาให้ดีกว่าอย่างไร ต้องไปแกะกันต่อไป ในเล่มก็มีบทความที่น่าสนใจหลายบทความ เช่น “Critical realist arguments in Marx’s Capital” ของ Ehrbar โปรเฟสเซอร์ของเราเอง  ”Capitalism, the regulation approach, and critical realism” ของ Jessop และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ยังอ่านไปไม่ถึง ไว้จะมาเล่าให้ฟัง เพราะตอนนี้ภาพต่อโลจิกในหัวไม่ settle ดียังล่องลอยไปมาแบบจับลงล๊อกไม่ได้

แค่แวะมาบอกว่า CR ของ Bhaskar นั้นเป็นกระแสที่โหมกระหน่ำมาจนซา ๆลงไปแล้ว ยังพัดพามาไม่ถึงเมืองไทยเสียที ให้ตายเถอะโรบิน

จ้าวแห่งแมลงวัน

พฤศจิกายน 23, 2009 โดย maewjaidam

วันก่อนเตร็ดเตร่อยู่แถวร้านหนังสือ ไปเยี่ยม ๆ มอง ๆ เลยพบว่ามีคนเอา Lord of the flies ของ Golding มาแปลเป็นไทย ไม่แน่ใจว่าก่อนหน้านี้มีคนแปลออกมาเป็นไทยแล้วหรือยัง แต่ด้วยกิตติศัพท์อันลือเลื่องของโกลดิ้งนั้น ก็น่าจะมีคนแปลไปแล้ว เหมือนใครบางคนจะบอกว่ามีคนแปลมาแล้ว เล่มใหม่นี้ใช้ชื่อไทยว่า “วัยเยาว์อันสิ้นสูญ” หน้าปกสีสันน่าเอ็นดู ตอนแรกยังไม่คิดว่าเป็นเล่มนี้ พอเห็นชื่อโกลดิ้งที่ปก ก็ยัง เอ มีโกลดิ้งไหนอีกหว่า ก็ไม่น่าจะมีโกลดิ้งอื่น ก็เลยถึงบางอ้อ ใครหลายคนอาจจะคิดว่านี่เป็นหนังสือเยาวชน และจัดหมวดหมู่ว่าเป็นหนังสือสำหรับเยาวชน ให้ตายเถอะ โรบิน มันไม่ใช่หนังสือสำหรับเยาวชนจริง ๆนะละ ถ้าไม่แน่ใจลองให้เยาวชนอ่านดูก็ได้ จะได้รู้ซึ้งว่าเป็นหนังสือสำหรับเยาวชนหรือเปล่า

เริ่มต้นรู้จัก “จ้าวแมลงวัน” ด้วยการดูหนังก่อน ดูแล้วก็ เฮ้ย หนังอะไรฟะเนี่ย กลับไปนอนคิดต่ออีกหลายวัน ก็เลยเริ่มค้นหาตัวเล่มมาอ่าน อานเสร็จก็เริ่มจมดิ่งอยู่กับโกลดิ้ง จำได้ว่า ไปไล่ล่าตามอ่านการวิเคราะห์เกี่ยวกับ จ้าวแมลงวันอยู่พักหนึ่ง เผลอตัวเผลอใจไปหยิบหนังสือของโกลดิ้งและเกี่ยวกับวรรณกรรมของโกลดิ้งมาจากชั้นติดมือมาอีกตั้งใหญ่ อ่านจนอยากจะเปลี่ยนสาขาที่เรียนให้รู้แล้วรู้รอดไป หึ หึ สำหรับเรื่องจ้าวแมลงวันนี้ ประเด็นเรื่องการก่อตัวของระบบการปกครองเมื่อมนุษย์อยู่ในสภาพแบบเถื่อน ๆ ดิบ ๆ ตามธรรมชาติ ว่ามีมีหน้าตาเป็นอย่างไร เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร โดยเอาเด็กกลุ่มหนึ่งที่ผลัดตกอยู่ในเกาะแบบไม่ทันตั้งตัว (โดยไม่มีผู้ใหญ่คนใดคนหนึ่งเหลืออยู่) เป็นตัวnarrate เรื่อง  แล้วคุณลักษณะของตัวละครแต่ละตัวของโกลดิ้งนั้นสื่อสะท้อนให้เห็นธรรมชาติของมนุษย์ในรูปแบบไหน สัญญาประชาคมหรือข้อตกตงแบบหักคอเอามีดจ่อคอหอยเพื่อสร้างสังคมนั้นหน้าตาเป็นแบบไหน ระบบไหนเหมาะกับใคร เหมาะกับอะไร จะนำไปสู่อะไร แล้วหัวที่ถูกเสียบไว้โดยมีแมลงวันบินมาตอมยั่วเยี้ยหน้าถ้ำนั้นสื่อสะท้อนให้เห็นภาพอะไรจำได้ว่าแค่เรื่องหัวเนี่ยก็เถียงกันไม่รู้จบแล้วว่าหมายถึงอะไร ที่น่าหัวเราะแต่ก็หัวเราะไม่ออกคือตอนจบที่ฟาดฟันกันแบบเลือดสาดกระเด็นพอมีผู้ใหญ่มาเจอ เด็กที่กำลังไล่ล่ากันอย่างเมามัน ก้กลายสภาพกลับกลายสภาพมาเป็นเด็ก(ปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม) หน้าตาเฉยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นในชั่วพริบตา พร๊อตนี้ดูคุ้นตาพิกล

จะบอกว่าหนังสือของโกลดิ้งน่าสนใจ เล่มนี้น่าจะดีที่สุด ส่วนเล่มอื่น ๆ ก็เคยลองอ่านดูอยู่เหมือนกัน ถ้าใครสนใจ ไม่ว่าจะเป็น The Inheritors The Pylamid และอื่น ๆอีกมากมาย  นอกจากนี้งานของโกลดิ้งยังมีคนนำมาเขียนวิเคราะห์กันได้เป็นวรรคเป็นเวร แต่ก็สนุกเสียด้วย อ่านบทวิเคราะห์ดูก็พบว่างานของโกลดิ้งนั้นล้ำลึกยิ่งนัก หึ หึ ไว้ว่าง ๆ ซึ่งก็ไม่ว่างซะที จะไปขุดน้องจ้าวแมลงวันมาอ่านใหม่ อาทิตย์หน้าผ่านตาว่าจะมีการเสวนาเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้มี่ห้องสมุดปรีดี มธ แล้วคงมีการฉายหนังให้ดูด้วย ใครสนใจก็ไปลองตามดูละกัน จะได้รู้ว่า จ้าวแห่งแมลงวัน เป็นอย่างไร ดีใจที่ จ้าวแห่งแมลงวัน ได้กลับมาอีกครั้ง   

The world, that understandable and lawful world, was slipping away.
Lord of the Flies

El Amor en los Tiempos de Colera

พฤศจิกายน 14, 2009 โดย maewjaidam

อาทิตย์ก่อนเปิดไปปะกับหนังเรื่องนี้  Love in the Time of Cholera พอดี ดูไปดูมาแล้วชอบ ก่อนหน้านี้เคยดูมารอบสองรอบแล้ว แต่ถูกรบกวนด้วยบุคคลที่สองที่พอมานั่งด้วยปุ๊ปก็จะเริ่มมีความคิดเห็นออกมา ซึ่งก็จะ interrupt ผู้ดู(ขวัญอ่อน)แบบเราอย่างรุนแรง คือหนังบางประเภท เอ้าอย่างเรื่องนี้หรืออีกเรื่องที่เห็นได้ชัดคือ Lost in Translation บางคนจะไม่ชอบดูอย่างรุนแรง พอนั่งดูด้วยกันก็จะเริ่มมีปัญหาคือมีไอเดียออกมาว่า ทำไมเป็นแบบนี้แบบนั้น ไม่เห็นสนุกเลย ไม่เห็นดีเลย มันก็เลยไม่ดีจริง ๆนะละ ไม่ดีที่เราต้องมานั่งดูใหม่ คราวนี้ต้องดูคนเดียวหรือกับบุคคลที่สองที่ดูด้วยกันแล้วเหมือนไม่ได้ดูด้วยกันนะละ คือมีพื้นที่ส่วนตัวของใครของมัน ห้ามเจรจาสื่อสารกันระหว่างนี้ เพราะหนังหน้าตาแบบนี้เรื่องมันจะ flow ไปแบบต้องติดตามเคลื่อนอารมณ์ไปด้วย อืม เข้าใจได้ไหมเนี่ย เพราะงั้นถ้า interrupt กระฟัดกระเฟียดปุ๊ปก็จะเดือดร้อนละ ต้องกลับมาดูใหม่อีกที ก็แค่จะบอกว่าคราวนี้ดูคนเดียว เลยรู้สึกว่า เข้าใจ ฟลอเรนติโน่ มากขึ้น เอาตัวไปนั่งในใจ ฟลอเรนติโน่ได้มากขึ้น แต่ก็เหมือนเดิม ทำไม ฟลอเรนติโน่ ไม่หล่อไม่เท่แบบนี้เนี่ย สู้หมอฆูแบร์นัลก็ไม่ได้ หึ หึ

เรื่องนี้เคยเอามาฉายที่เมืองไทยไม่ได้ดู แต่ดูเหมือนเป็นหนังทางเลือกมากไปหน่อยเลยเห็นฉายอยู่แถวสกาลาเท่านั้น จำได้ว่าคนใกล้ตัวบางคนร้องดู แต่ในที่สุดก็ไม่ได้ดู ชื่อไทยว่าเห็นแว๊บ ๆ ว่า “ สัญญา 2 หมื่นวัน แม้สิ้นใจไม่ขอลืม”  ชื่อสเปนก็คือ “ El Amor en los Tiempos de Colera” มาจากนิยายชื่อดัง ของ มาเควซ คนแต่งเรื่อง “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว” นะละ เริ่มรู้จักหนังสือเล่มนี้จากหนังเรื่องนึง “serendipity” เพราะเรื่องนี้ใช้หนังสือเล่มนี้เป็นตัวเดินเรื่อง เรื่องของชะตากรรม พรหมลิขิต บลา บลา เล่มนี้เราเริ่มอ่านจากหนังสือก่อน จำได้ว่ายืมมาไว้นานมากจากห้องสมุด นานจนจำได้ว่ามีรูมเมทชาว “โคลัมเบีย” ชาวเดียวกับมาเควซเป็นเพื่อนร่วมห้อง ซึ่งก็จะเห็นว่าวางมาเควซไว้ตามมุมต่าง ๆ เนื่องจากอ่านไม่จบซะที แต่ก็ไม่เคยคุยกันว่าแล้วเค้าอ่านของมาเควซที่โคลัมเบียหรือเปล่า จำได้ว่าในที่สุดจะกลับเมืองไทยแล้วก็อ่านไม่จบ มัวแต่ไปเอ็นจอยมูราคามิอยู่ ส่วนมาเควซเนี่ยค่อย ๆ ละเลียดมากไปหน่อย อ่านจบไปบางเล่ม เล่มนี้ไม่จบ จำได้อีกเหมือนกันว่า ตอนลากหนังสือที่อพาตเมนท์ไปคืน นักเรียนยูที่มาทำงานห้องสมุดคอยเช็คอินเช็คเอาท์หนังสือ เห็นหนังสือก็ถามเราทันทีว่า เฮ้ย ยูอ่านหนังสือเล่มนี้เหรอ อืม ทำไมต้องทำหน้าตกอกตกใจระคนกับดีใจซะขนาดนั้นละเนี่ย แถมยังพยายามซักไซ้ว่า แล้วชอบหรือเปล่า ก็อืมนะ ไม่รู้สิ ยังอ่านไม่จบซะทีเดียว แปลก

หนังสือของมาเควซ หรือนิยายของปู่เนี่ยเป็นประเภทที่เรียกว่า Magical-Realism ที่จะมีกลิ่นอายของความเหนือจริงแทรกซ้อนเข้ามา คือถ้าคิดอะไรแบบเป็นจริ้ง เป็นจริง แบบเส้นตรงบิดไปไหนไม่ได้ ประเภท ทำไมหนึ่งแล้วไม่ไปสองแล้วไปไปสามละ จบกัน ไม่ต้องอ่านงานของมาเควซ เพราะงานประเภทนี้เหมือนศิลปะ abstract แบบสัสันฉูดฉาดบาดตาสไตล์ลาติน เวลาเปิดวางเรื่องออกมามันจะละลานตาไปหมด อืม ใครนึกไม่ออกลองนึกถีงหนังเรื่อง Frida ก็ได้อะ สีประมาณเหนือจริง บรรยากาศก็ประมาณไม่จริง เหมือนภาพของเธอ อะไรประมาณนั้น ซึ่งก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบ เรื่องเป็นเรื่องราวของความรักซึ่งอาจจะเปรียบเสมือนห่าหรืออหิวาตกโรค แล้วความรักจะเปรียบเหมือนห่าได้อย่างไรกต้องไปตีความกันเองเอง คือเรื่องนี้เปิดและปิดด้วยอหิวาตกโรค หึ ๆ ความรักระหว่างตัวเอกของเรื่อง คือ ฟลอเรนติโน่, เฟอร์มินา ดาซ่า และ หมอฆูแบร์นัล เริ่มต้นเมื่อเกิดการระบาดของห่าจนผู้คนตายเกลื่อนกราด และในตอนท้าย ฟลอเรนติโน่ กับดาซ่า ก็อยู่ร่วมกันในเรือทอดสมอไว้เนื่องจากชักธงว่ามีคนป่วยเป็นอหิวาในเรือเพื่อไม่ให้เรืออื่นเข้าใกล้ (ไอ้ตอนเริ่มกับตอนจบนะ ไม่นานหรอก แค่ห้าสิบสามปีเท่านั้น เบาะ  ๆ)

เรื่องก็เป็นเรื่องของความรักของตาฟลอเรนติโน่ ชายผู้มีรักแท๊ แท้ กับหญิงสาวคนเดียวในชีวิต คือ เฟอร์มินา ดาซ่า แต่ เฟอร์มินา ดาซ่า กลับถูกพ่อชักนำให้แต่งงานกับ หมอฆูแบร์นัล แทน ฟลอเรนติโน่ก็เลยเฝ้ารอคอยรักแท้ของตนเองมากว่าห้าสินปีจน สามีของดาซ่าตายนะละ ถึงได้กลับมาทวงถามอีกครั้ง ระหว่างนั้น ฟลอเรนติโน่ก็เก็บทำสถิติหญิงสาวที่ตัวเองมีความสัมพันธ์ไปด้วยหลายร้อยคนทีเดียวจำได้ว่ามากกว่าหกร้อยคน แล้วพอมีคนถามว่าทำไม นายมีแทคติกอะไรเหรอ ทำไมพวกเธอถึงชอบนาย ฟลอเรนติโน่ ก็ตอบว่า “เพราะพวกเธอเห็นความว่างเปล่าในตัวฉัน และรู้ว่าฉันจะไม่ร้ายพวกเธอ” อืม ต้องไปลองอ่านดูเอาเอง เล่าไม่ค่อยถูก เรื่องต้องอ่านเก็บรายละเอียด จำได้ว่าตอนเริ่มเนี่ยเปิดจาก ดาซ่ากับสามีตอนแก่แล้วว่าอยู่ร่วมกัน เนื้อเรื่องก็พยายามจะสื่อว่าอยู่ร่วมกันตอนแก่หน้าตาเป็นแบบไหน มีอะไรต้องทานทนอะไรไม่ต้องทานทน แล้วก็ดึงกลับไปเมื่อห้าสิบปีก่อน ว่าการพบกันของทั้งสอง ทั้งสามเป็นโชคชะตาพรหมลิขิตหรืออะไรลิขิต ความเหมาะเจาะเข้ากัน ความเหมาะสมลงตัว ความรักของวัยเยาว์ ความรักของสามีและภรรยา ตำแหน่งแห่งที่ในสังคม และอื่น ๆ อีกมากมายเป็นตัวดำเนินเรื่องที่มีสีสันน่าติดตาม บวกกับงานสไตล์มาเควซด้วยแล้ว ไม่มีอะไรที่เรียกว่า ธรรมดา เราว่าถ้าเป็นงานศิลปะ งานชิ้นนี้อาจะฉูดฉาดบาดตากว่า “หนึ่งร้อยปีฯ” อีก เพียงแต่ เนื้อหาที่ต้องการสื่อนั้นมันแตกต่างกัน

งานเล่มนี้ของมาเควซนั้นเป็นที่รู้จักอย่างดี หึ ๆ ถ้าใครอยากอ่านก็ลองไปหามาอ่านดู ส่วนถ้าใครอยากดูก็ลองไปหาหนังเรื่องนี้มาดู ส่วนจะชอบหรือไม่ชอบนั้น อีกเรื่องนึงนะ

After 53 years, seven months and 11 days and night, my heart was at last fulfilled. And I discovered, to my joy, that it is life and not death that has no limits.

Anything else,

พฤศจิกายน 13, 2009 โดย maewjaidam

อาทิตย์ที่ผ่านมาตกอยู่ในหล่มยักษ์ที่หนีออกมาไม่ได้ อันที่จริงไม่ได้เป็นความตั้งใจแต่ประการใด เพิ่งตระหนักว่าตกหลุมอุกาบาตยักษ์เพราะเมื่อเช้าดันมีใครบางคนโทรมา missed call ไปเบาะ ๆ แค่ 4 ครั้ง นึกว่ามีเรื่องร้อนรนอันใด พอเริ่มคุยก็เลยเริ่มรู้ตัวเล็กน้อยว่าทำไมไม่อยากคุยกับคนอื่นเลยฟะเนี่ย เสียงเริ่มไม่ดีมีโทนเสียงแบบไม่เข้าใครออกใคร จิตใจเริ่มไม่อยู่กะเนื้อกะตัว กินกาแฟตอนเช้าเสร็จก็ต้องรีบยกคอมพ์หายหัวไป ก่อนนอนก็ยังอยู่ในสภาพเดิม สองวันก่อนก็ทีนึงละมีคนใกล้ตัวบางคนโทรมาถามอะไร ก็เริ่มมู้ดประมาณเนี่ย แต่ยังไม่ค่อยสำนึกเท่าไร เริ่มไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับใคร ตัดบทแล้ววางไป วันนี้เริ่มสำนึกก็เลยพยายามปลีกตัวหนีไปทำอย่างอื่น ออกไปเร่ร่อนคนเดียวสักพัก ไอ้หล่มยักษ์หรือโลกในครอบแก้วส่วนตัวที่วนเวียนหาทางออกไม่ได้เนี่ยก็คือ หมกมุ่นอ่านงานเกี่ยวกับ Marx อยู่ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย แต่ครั้งก่อน ๆ ที่เคยเรียนรู้หรือทำความเข้าใจมาก็เป็นอีกแบบ คราวนี้เป็นการวนกลับมาเรื่องเก่าแต่เป็นอีกแบบคือคราวนี้เป็นเรื่อง debate เกี่ยวกับ Method หรือ ปรัชญาเบื้องหลัง เป็นประเด็นเรื่อง logic กับ history แล้วพอไปต่อกับงานของ เฮเกลเข้า ก็บังเกิดบรรยากาศมาคุขึ้นมาทันที หาทางออกมาไม่ถูกแต่ดันผลักประตูเข้าไปแล้ว เพิ่งรู้ตัวว่าที่ก้าวเข้าไปนะ เขาวงกตเราดี ๆนี่เอง

เริ่มจากไปพยายามไปค้นเรื่อง Marx วิพากษ์พวก  Classical Political economy ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ Petty ,Smith, Ricardo ,Mill ไล่ ๆ ลงมาก่อน แล้วก็ดันไปเจองานของ Geoffrey Pilling เล่มนี้ Marx’s ‘Capital’, Philosophy and Political Economy ที่หามาได้น่าจะเป็นเวอร์ชันปี 1980 แต่จะถูกนำมาพิมพ์ใหม่ออกมาตอนปลายปีนี้เป็นเวอร์ชัน 2009 โดย Routledge ราคาก็เบาะ ๆ แค่ 110 เหรียญเท่านั้น (ถอดถอนใจ เหอะ ไหวไหมเนีย) ก็เลยเริ่มอ่านผ่านอิเล็กทรอนิกส์ไฟล์ไปก่อน ความหนาสองร้อยกว่าหน้า เริ่มอ่านไปอ่านมาก็เริ่ม เฮ้ย แล้วคนแถวนี้ก็จะได้ยืนเสียงพร่ำบ่นว่า ทำไมไม่เข้าใจฟะตรงนี้ มันต้องมีอะไรที่ขาดไปแน่ ที่ขาดไปแน่ๆ ก็คือ ความรู้ความเข้าใจของเรานั่นเอง ปกติแต่ก่อนก็เข้าใจ what is it แล้วก็เข้าใจอรรถาธิบาย ว่าอะไรเชื่อมกับอะไร แล้วเป็นสิ่งที่จะเอาหรือไม่เอา เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ซึ่งตอนนี้เริ่มเข้าใจว่าอันนั้น เด็ก ๆ เพราะเริ่มสงสัยว่าทำไม lay out ออกมาแบบนี้ โลจิกหรือ method หรือหนักว่านั้นคือ philosophy เบื้องหลังคืออะไร ทำไม Marx จึงวิพากษ์แนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์ในยุคของเขาซึ่งก็คือนักเศรษฐศาสตร์การเมืองนักหนา ความแตกต่างระหว่างการอธิบายเรื่องมูลค่าของทั้งสองแนวคิดแตกต่างกันอย่างไร แล้ว LTV ของ ริคาร์โดเนี่ย ทำไมไปไม่สุด ทำไมมาร์กซ์ถึงไม่พอใจกับการอรรถาธิบายแบบนี้ จนต้องลุกขึ้นมาอรรถาธิบายให้ดู ไล่ไปจนพูดเรื่องการแลกเปลี่ยน ตั้งแต่ การแลกเปลี่ยนหรือเทียบมูลค่าแบบง่าย ๆจนมีเงินเป็นสื่อกลาง อ่านไปแล้วก็โดน เฮเกลหลอกหลอน ทำให้นอนตาไม่หลับคิดหนักอยู่ตลอดเวลา สองวันต่อมา ไอ้ที่คิดว่าจะค่อย ๆ อ่านก็อดรนทนไม่ได้ อ่านเล่มนี้เสร็จสิ้นไป ก็ยังเหมือนว่าเฮ้ยไม่พอ ยังไม่พอใจ ท่าจะเป็นเรื่องใหญ่ แล้วก็เริ่มได้คิดเล็กน้อยแต่พองามว่า เหตุใด Marx จึงไม่ใช่ Marxist แล้วทีตีความเข้าใจกันมาก็อาจจะไม่ใช่ เพราะสิ่งที่มาร์กซ์ทำวีรกรรม(ทำเพื่อเธอ)เอาไว้นั่น ยากเย็นแสนเข็ญจริง ๆ มิน่าเวลาอ่าน Das K เราแทบจะพลิกซ้ายพลิกขวา กลับหัวกลับหาง ถ้าลนไฟได้คงลนไปแล้ว เพราะตอนแรกอ่านเท่าไรก็ไม่เข้าใจ คือมันเข้าใจแบบไปไม่ถึง ไม่รู้จะอธิบายยังไง ไม่ใช่ปัญหาเรื่องภาษา แต่เป็นปัญหาเหมือนต่อจิกซอว์แล้วเราต่อไม่ได้ภาพสุดท้ายซะที พอต่อได้ก็เหมือนว่าจริง ๆ มันมีอีกภาพทีเราเข้าไม่ถึงซ่อนอยู่ อืมคงเป็นอันนี้นะละที่ต้องการ

สองวันต่อมาจนถึงวันนี้ก็เริ่มย่ำแย่ อ่านไปอีกสองสามบทความ Hegel, Economics, and Marx’s Capital , Friedrich Engels and Marx’s critique of political economy, The Logic of Marx’s Capital อันหลังเนี่ยมีออนไลน์ให้แค่หนึ่งบท ซึ่งอ่านแล้วก็เริ่มอยู่ไม่สุขคงต้องไปหาบทอื่นมาอ่านจนจบ เนื่องจากอยู่ในภาวะมาคุสุด ๆ ดีกว่าตอนแรกหน่อยนึง เพราะหาทางต่อเชื่อมอะไรได้เลาๆ แต่ยังเหลือที่ยังเชื่อมไม่ได้อีกเยอะพอควร สรุปคร่าว ๆก็คือ มาร์กซ์นอกจากจะพุ่งเป้าวิพากษ์ไปที่ พวกเศรษฐศาสตร์การเมือง(คลาสิก)แล้ว ยังวิพากษ์พวกสังคมนิยมยูโทเปีย(เช่นพรูดอง) รวมถึง Hegel’s philosophy สองอันแรกก็เป็นเรื่องการวิพากษ์ทฤษฏีหรือการอรรถาธิบายของเศรษฐศาสตร์ในขณะนั้น ส่วนอันหลังเนี่ยก็เป็นเรื่องปรัชญาซึ่งสำคัญต่อการทำความเข้าใจหรือวางฐานของทฤษฏีการอธิบายของมาร์กซ์ ซึ่งอันนี้ก็จะพันกันต่อมาถึงการวางบทวางหน้าวางเรื่องที่จะใช้ว่า จะเอา concrete ขึ้นมาก่อน หรือ abstract ขึ้นมาก่อน แล้ว empiricism นั้นมีจุดอ่อนอย่างไร ใช้ empirical method ในการสัมผัสกับโลกที่เป็นจริง แต่ไม่ใช่ empiricism  นั้นไซร้เป็นยังไง แล้วเวลา abstract เนี่ยจะทำกันกี่ขั้น ส่วน dialetics ที่ว่าเป็นเครื่องมือหรือโลจิกในการทำความเข้าใจโลก ที่ต่างจากโลจิกแบบอริสโตเติลที่ใช้กันเนี่ย ล้ำลึกขนาดไหน ขนาดที่เถียงกันจนปวดหัว เพราะเวลาใช้วิภาษวิธีก็ต้องมีหลักการไล่เรียงเรื่องให้เป็นวิภาษวิธีที่ไม่ใช่อยู่หยุดใช้ตกม้าตายไปซะอย่างงั้น แล้วที่ว่ามาร์กซ์หยิบยืมเฮเกลมานั้นเป็นการหยิบยืมแบบไหน ปรัชญาของเฮเกลนั้นลึกซึ้งซ่อนเงื่อนมากกว่าที่วิพากษ์วิจารณ์กันแบบกำปั้นทุบดิน ไม่งั้นคงจะไม่มี เฮเกลเลี่ยนรีเทิร์นกันอยู่เรื่อยกระมัง งานนี้เลนินคงพูดถูกคือจะเข้าใจมาร์กซ์ได้ก็ต้องไปไล่อ่านงานของเฮเกล ไม่ยังงั้นจะเข้าใจงานมาร์กซ์ได้(เหมือนกัน) แต่ไปไม่ถึงภาพอีกภาพที่ซ่อนอยู่ใต้ภาพที่เห็น งานนี้ขนาดเองเกิลก็ยังถูกวิพากษ์ว่าไม่เข้าใจสิ่งที่มาร์กซ์ต้องการจะสื่ออย่างแท้จริง เพราะถ้ามาร์กซ์ต้องการจะสื่อแค่นั้นคงไม่เสียเวลาหลังขดหลังแข็งเป็นเวลานานมากกว่าสิบปีในห้องสมุดเพื่อหาข้อมูลและดีเบททางทฤษฏีเขียนหนังสือหนาบึ๊กให้ทำความเข้าใจกันไม่รู้จักจบสิ้น

และก็คงไม่ทำให้เราปวดเศียรเวียนเกล้า นั่งคิดแล้วคิดอีกหยิบตัวเชื่อมมาได้อย่างยากเย็นแสนเข็ญขนาดนี้ นี่คงเป็นการเริ่มต้นการแกะงาน หาภาพอีกภาพที่ซ่อนอยู่ใต้ภาพที่เคยเห็น แต่ภาพนั้นก็ยังไม่ใช่ภาพที่ให้อรรถาธิบายภาพแล้วพอใจ ภาพที่ซ่อนอยู่ข้างใต้ซึ่งมีอีกภาพ คราวนี้ไม่ใช่แค่การอ่านแบบทำความเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร แต่เป็นการเชื่อมต่อโลจิกและแกะลงไปหาปรัชญาเบื้องหลังละว่าทำงานอย่างซับซ้อนเพียงใด แล้วในที่สุดจะนำพาไปสู่ภาพหน้าตาแบบไหน ถึงบอกคนใกล้ตัวบางคนไปว่า ไม่มีเวลา ไม่ได้พูดเล่น หลังจากจบหลายงานที่ไม่ได้อยากทำเท่าไรก็จะไม่รับงานอะไรแบบอะไรก็ได้เพิ่มเติมอีกแล้ว เพราะมีอะไรต้องขุดค้นอีกเยอะเวลาที่เหลืออยู่(ในชีวิต)คงมีไม่มากพอจะไปเฉิดฉายทำอย่างอื่น แค่แกะ ๆ ต่อๆ เชื่อม ๆ รื้อ ๆ ค้น ๆ ก็หมดเวลาแล้ว ยังไม่แน่ใจว่าจะเชื่อมจนได้ภาพที่ซ่อนอยู่เลย  จบด้วยบทขึ้นต้นบทความ Hegel, Economics, and Marx’s Capital อันนี้ละกัน

IMAGINE AN earnest PhD student attempting to teach a computer to appreciate jokes – a project whose chance of success I would not rate very high. Yet this poor machine is a bit like an economist trying to understand Marx’s Capital. A computer is very good at turning one string of symbols into another, but only if they are chosen from a prearranged set. Anything else, it will pronounce meaningless. Economists are trained to initiate and respond to statements about the exchange of private property. Their ‘universe of discourse’ assumes a world in which everybody is driven by self-interest to produce and exchange wealth for private profit. In their professional capacity, at least, they are incapable of seeing anything wrong with this arrangement, and reject as nonsense any notion which cannot be interpreted within its frame of reference.

APOCALYPSE: WWII

พฤศจิกายน 8, 2009 โดย maewjaidam

เมื่อคืนนั่งดู APOCALYPSE: WWII ไม่รู้คิดถูกหรือคิดผิดฟะเนี่ย ตอนบ่าย ๆ ก็เกือบเดี้ยงไปทีแล้วด้วย body trade  เริ่มจาก  body trade ก่อน เป็นเรื่องของเครือข่ายการซื้อขายอวัยวะการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ พวก ไต ตับ ปอด หึ ๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นการขายจากผู้คนยากจนในโลกที่สามรวมถึงพวกนักโทษประหารในจีนไปยังผู้ซื้อในประเทศร่ำรวยแล้ว เปลี่ยนถ่ายกันเป็นว่าเล่น สาเหตุก็คือ จำนวนความต้องการอวัยวะมีมากกว่าจำนวนผู้บริจาค แล้วมนุษย์ก็รักตัวกลัวตายซะขนาดนั้น(โดยเฉพาะมนุษย์ในประเทศร่ำรวย)ที่ถ้ายังมีทางเลือกก็ขอจ่ายเงินเพื่อขอยึดชีวิตไปสักห้าปีก็ยังดี ส่วนมนุษย์ในโลกยากจนก็รักตัวกลัวตายเป็นเหมือนกัน แต่กลัวตายด้วยความอดอยากยากแค้นเสียมากกว่า ก็เลยครบถ้วนกระบวนความทั้งทางด้านอุปสงค์และอุปทาน เพียงแต่กลไกของอุปสงค์และอุปทานมันไม่ได้ทำงานแบบเสรีอย่างที่คิด เพราะมันผิดกฏหมายเฟ้ย ทำให้กระบวนการทำงานของดีมานด์กับซับพรายขับเคลื่อนไปด้วยพวกนายหน้ารวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นตัวกลางเกาะกินมูลค่า(ราคา)ที่อุปสงค์และอุปทานกำหนด อืม ดูแล้วก็ มนุษย์นี่โคตรเลวร้ายและเห็นแก่ตัวจริง ๆ ว่ามนุษย์เลวร้ายและเห็นแก่ตัวแล้ว พระเจ้าก็คงย่ำแย่กว่า เนื่องจากวัน ๆ นั่งทอดแต่ลูกเต๋า(แห่งโชคชะตา)เล่น ในสารคดีกล่าวถึงผู้หญิงชาวอินเดียว่าขายไตของตัวเองไปข้างหนึ่ง แต่ได้รับเงินเพียงเจ็ดร้อยเหรียญทั้ง ๆที่ราคาไตอาจจะหลายพันเหรียญ ส่วนต่างก็ไปตกอยู่ที่นายหน้าหลายขั้นตอน ความเบียดเบียนเชิงโครงสร้างงี่เง่าแต่เป็นจริงนี้เข้าใจได้แต่ยอมรับไม่ได้ แต่ที่งี่เง่ากว่านั้นคือ ลูกชายผู้หญิงคนนี้เกิดป่วยโดยโรคไตวาย แม่ก็เลยให้ไตช่วยลูกไม่ได้เพราะเหลือไตอยู่ข้างเดียวเท่านั้น อีกข้างก็ไปอยู่ในตัวใครบางคนไปซะแล้ว อันนี้สิเป็นผลสืบเนื่องมาจากการทอยลูกเต๋าเล่นของพระเจ้า หรือไม่พระองค์ก็อาจจะทรงโยกสล๊อตเพลินไปนิดนึงเท่านั้น

ส่วนตอนเย็นย่ำก็เป็นเรื่องของแม่น้ำคงคง ปัญหามลพิษที่รู้ ๆ กันแล้วคนอินเดียก็เชื่อว่าแม่น้ำคงคงนั้นบริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ๋จริง ๆ ก็เลยพากันไปอาบน้ำกินน้ำที่แม่น้ำคงคงกันทุกวัน ตอนที่ดูพูดถึงคงคาในพาราณสี ที่น่าสนใจก็คือ ดอกเตอร์ทางฟิสิกส์ชาวอินเดียคนหนึ่งที่เป็นนักบวชด้วยสืบทอดมาจากพ่อก็ต้องไปอาบน้ำดื่มน้ำที่คงคงเหมือนกัน เขาบอกว่าเขาก็รู้ว่าแม่น้ำคงคงมีมลพิษ ก็แหงละเรียนมามากขนาดนั้นไม่รู้ก็ประหลาดไปละ ที่น่าสนใจคือ เค้าบอกว่าเค้าแยกระหว่างสมองกับหัวใจ สมองนะรู้ แต่หัวใจก็ยังเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของแม่น้ำคงคา จึงต้องทำตามประเพณีคือต้องไปอาบน้ำและดื่มน้ำคงคาทุกวัน อืม แยกระหว่างสมองกับหัวใจ เป็นวิถีที่น่าสนใจดี อะไร ๆ ที่เราว่ามันไม่สมเหตุสมผลสำหรับความีเหตุมีผลแบบตะวันตก ก็อาจจะตอบได้ด้วยคำตอบแบบนี้ อะไรที่เราไม่เข้าใจเมื่อมองจากมิติการคิดคำนวณผลได้ผลเสียแบบมีมูลค่า ก็อาจจะตอบได้ด้วยคำอธิบายนี้ซึ่งมนุษย์บางประเภทไม่อาจจะเข้าใจได้

กลับมาที่สงครามโลกครั้งที่สองต่อ ตอนแรกก็ไม่ได้ตั้งใจจะนั่งดูเพราะดึกแล้วก็ปวดเฮตมากอยู่แล้ว เนื่องจากนอนไม่พอมาหลายวัน แต่พอเริ่มเห็นหน้าเฮียฮิตเลอร์ก็ลุกหนีไปไม่ลง ก็เลยเผลอตัวดูไปเรื่อย ๆ คาดว่าเป็นซีรีย์ยาว นี่แค่เป็นการเริ่มต้น ก็ได้ทบทวนประวัติศาสตร์ไปด้วย เรื่องสนธิสัญญาแวร์ซายน์ การเข้ายึดโปแลนด์เนื่องจากดานซิกที่ไปตัวแบ่งเยอรมันแบบโหลยโท่ยเข้าเพื่อหาทางออกทางทะเลให้โปแลนด์ เมื่อสตาลินลงนามในสนธิสัญญากับฮิตเลอร์เมื่อรัสเซียยอมจับมือกับเยอรมันชั่วคราวภายใต้สนธิสัญญาโมโลตอฟ-ริเบนทรอป พร้อมกับไล่ลุกเข้าโปแลนด์จากสองด้านจนมายันกันพอดี การต่อต้านโดยทหารม้าโปแลนด์  การสังหารหัวกะทิหรือชนชั้นนำในโปแลนด์ไปหลายพันคนโดยคำสั่งของสตาลิน จนตอนหลังในยุคกอร์บาชอฟนั้นได้มอบคำสั่งสังหารหมู่นี้ให้เลก วอร์เรนซา ไว้เพื่อแสดงว่าสตาลินสั่งจริง อืม พูดถึงยุทธศาสตร์การรบหลากหลายรูปแบบในสงครามครั้งนี้ แนวจิตวิทยามาญิโน ลืมไปหมดแล้ว ว่าเคยรู้บ้างหรือเปล่าฟะเนี่ย การย้อนกลับแบบตัแบบคมเดียวของการรุกของเยอรมัน การรุกรับของฝรั่งเศสกับอังกฤษ อัลซัสและลอร์เรนสำคัญอย่างไร แล้วสายแร่เหล็กจากสวีเดนเดินทางไปสู่เยอรมันได้อย่างไร เห็นหน้าเดอโกลล์ เชอร์ชิลล์ แล้วก็เห็นความพยายามในการแยกตัวเองโดดเดี่ยวตัวเองของสหรัฐซึ่งในที่สุดก็ไม่ประสบผล เห็นรูสเวลท์มาประกาศว่าไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวแต่โดยความคิดเห็นนั้นห้ามพวกเราชาวอเมริกันไม่ให้คิดหรือเลือกไม่ได้ ให้ตายเถอะโรบิน คำตอบแบบนี้นี้ เหอะ ๆ ต้นตำรับฮีโร่แบบอเมริกันเรานี่เอง การสังหารหมู่ชาวยิวที่เพิ่งเริ่มต้น พวกยิปซีเร่รอนที่ถูกจับตอนเพราะมองว่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่ต่ำกว่ามนุษย์ การผนวกเอาออสเตรียเข้ามา การบุกเข้าไปในฟินแลนด์ เดนมาร์ก และเบลเยี่ยม ปารีสก็วุ่นวายกับการขนกับศิลปะวัตถุมีค่าให้ปลอดภัยจากสงคราม การขุดบังเกอร์ขนาดใหญ่ใกล้ ๆ กับหอไอเฟล ผลเสียหรือภาระหนักของผู้หญิงในยุคสงคราม กระทั่งเมื่อเยอรมันใกล้แพ้สงครามและทหารรัสเซียบุกเข้าไปในเยอรมัน ผู้หญิงเยอรมันก็ได้รับผลกระทบที่หนักหนาสาหัสไม่แพ้ผู้หญิงที่นานกิง ความเกลียดชังที่ก่อตัวขึ้น ความศรัทธาความเชื่อที่ถูกปลุกเร้าขึ้น เมื่อความไม่เป็นธรรมจากสงครามโลกครั้งแรกและจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาถูกนำมาใช้เป็นเชื้อไฟ สงครามโลกที่ยืดเยื้อยาวนานพร่าชีวิตผู้คนไปหลายสิบล้านก็อุบัติขึ้น ทำให้เราก็ต้องติดตาม APOCALYPSE นี้ต่อไป ใครสนใจประวัติศาสตร์โลกในช่วงนี้แนะนำให้ดูซีรีย์นี้ใน NG channel วันจันทร์สี่ทุ่มกระมัง

methodological individualism กับการสลายอัตลักษณ์

พฤศจิกายน 7, 2009 โดย maewjaidam

เมื่อวานนั่งอ่านงานของ Hodgson เกี่ยวกับการเปรียบเทียบหรือการชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างเศรษฐศาสตร์กระแสหลักกับเศรษฐศาสตร์กระแสรองหรือเศรษฐศาสตร์ทางเลือกอื่น ๆ ที่ Hodgson พูดครอบคลุมด้วยคำว่า Pol econ, Instituitional Econ, Evolutionary Econ ทำให้เห็นภาพบางอย่างมากขึ้น แต่ก็ยังมีข้อสงสัยอยู่ดี วันนี้นั่งไปนั่งมาก็เลยนึกถึงประเด็นหลักของ เศรษฐศาสตร์เรื่อง ปัจเจกบุคคล อันเป็นตัวละครหลักในการวิเคราะห์ของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักขึ้นมา อย่างที่ Hodgson กล่าวเอาไว้ข้างล่างละว่า ปัจเจกบุคคลเป็นศูนย์กลายในการวิเคราะห์ของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก แบบที่เรียกว่า “methodological individualism”.

Rhetorically the individual is taken as the centre of analysis, often with ceremonial declarations of (vaguely and variedly defined*) “methodological individualism”.

และปัจเจกบุคคลเหล่านี้ก็ทำการตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตด้วยความมีเหตุมีผล ่และที่ว่ามีเหตุมีผลก็คือตัดสินใจโดยคิดถึงประโยชน์หรือความพึงพอใจส่วนตนเป็นหลัก และในทุก ๆ การตัดสินใจจะต้องมีความแน่นอนสม่ำเสมอ ถ้าอยู่ภายในเงื่อนไขหรือสภาพแวดล้อมที่ไม่เปลี่ยนแปลง

Rationality is a foundation stone of economics. It is typically defined in terms of consistency of behaviour, and often more narrowly in terms of self-interested behaviour.

Individual decision-makers interpret the same information in a similar or identical manner.

ไม่ได้มีข้อโต้แย้งต่อโลจิกที่ดูเนียนขนาดนี้ เพราะไม่เคยเชื่อใน flawless logic แบบนี้ flawless logic เหล่านี้แม้ให้ภาพที่สวยงาม ก็ต้องถามต่อว่าเพื่อเป้าหมายอะไร มีอะไรเป็นเป้าหมายที่ต้องบรรลุ เพราะ  flawless logic คงไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยเป็นเป้าหมายในตัวเอง และถ้าโลจิกที่เพริศแพร้ว(ขอยืมคำของภควดีมาละกัน)เหล่านี้ไม่สามารถอธิบายอะไรที่เป็นจริงได้ละ ประเด็นนี้ อืม เพียงแต่คิดว่า ปัจเจกบุคคล ที่ทำการวิเคราะห์กันอยู่ว่า ปัจเจ้ก ปัจเจก ซะขนาดนั้น เอาเข้าจริง ๆ แล้วเป็นปัจเจกหรือเปล่า เพราะปัจเจกเหล่านี้ถูกหล่อหลอมอยู่ในเบ้าหลอมหรือแม่พิมพ์เดียวกันเดะ ๆ ความแตกต่างหลากหลายหรืออัตลักษณ์ที่ดูเหมือนว่าจะก่อตัวขึ้นจากแนวคิด ปัจเจก แบบตะวันตกแบบนี้ เอาเข้าจริง ๆ แล้ว ไม่ได้ก่อให้เกิด ปัจเจก ตามนัยที่วาทกรรม “ปัจเจก” นั้นสื่อสะท้อน เพราะปัจเจกบุคคลเหล่านี้ถูกหล่อหล่อมตีกรอบให้อยู่ภายใต้โลจิกรูปแบบเดียว ดังนั้น ปัจเจกเหล่านี้แท้ที่จริงแล้วก็ไม่ได้มีทางเลือกอย่างอิสระเป็น active agent เพราะเหล่า active agent เหล่านี้ ได้ถูกตัดแขนขัดขา ตัดหัว แถมเสียบหัวเทียมรูปลักษณ์เดียวกันหมด หันไปทางใดก็เลยเจอแต่ปัจเจกเสียบหัวเทียมเคลื่อนตัวกันไปมาแบบมีชิพฝังกำหนดทิศทางไว้ให้เป็นระบบระเบียบด้วย

ในทางกลับกัน วันนี้อ่านงานเรื่องชุมชนบางชุมชนที่เกาะเกี่ยวกันอยู่ด้วยอุดมการณ์ความเชื่อศรัทธาบางอย่าง ก็นั่งคิดอยู่ว่า เฮ้ย ต้องสลายความเป็นปัจเจกหรืออัตลักษณ์ส่วนบุคคลขนาดนั้นเชียวหรือ มองแล้วมองอีก เพ่งแล้วเพ่งอีก ก็คงหน้าตารูปทรงเดียวกัน ต้องไม่มีความแตกต่างใด ๆ ให้เห็น มีกิจกรรมกำหนดการวิธีการเหมือน ๆ กันเดะ ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็เพื่อเป้าหมายปลายทางหนึ่งเดียวกัน อืม ก็เหมือนเข้าใจได้ เพราะเลือกเข้าจากหนทาง วิถี หรือมรรคแบบหนึ่ง เพียงแต่เมื่อพลิกกลับมาดูอีกมุม ก็เริ่มได้คิดว่า ใช่หรือไม่ ที่เอาเข้าจริงๆ แล้ว การสลายอัตลักษณ์และความเป็นปัจเจก กับการขยายตัวตนของปัจเจกแบบเศรษฐศาสตร์หรือแนวคิดของตะวันตกนั้น ทำไปทำมาก็เป็นวิถีทางเดียวกัน ทำให้เกิดสิ่งเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นปัจเจกที่ถูกสลายอัตลักษณ์ทำลายอัตตา หรือปัจเจกที่ถูกทำให้คิดว่ามีอัตลักษณ์และอัตตาอันสูงสูง แท้ที่จริงแล้วก็ถูกเคาะออกมาจากแม่พิมพ์หรือเบ้าหลอมแบบเดียวกัน(แต่คนละสี)

เหมือนกับที่เคยบอกกับคนใกล้ตัวบางคนเมื่อหลายปีก่อนว่า นิกายที่อิงอาศัยบริโภคนิยม(บุญ) ของชนชั้นกลางกับนิกายที่มีความพยายามจำกัดการบริโภคเพื่อข้ออ้างของการสะสม(บุญ)เมื่อพลิกดูให้ดี ก็จะพบว่าไม่ได้มีความแตกต่างกันในเนื้อแท้ แม้ว่าด้านหนึ่งจะถูกตำหนิว่าด้อยกว่า อีกด้านหนึ่งก็ไม่ได้มีความดีกว่าอย่างที่คิด เพราะทั้งคู่ก็ต้องการมุ่งไปสู่เป้าหมายของการสะสม(บุญ)ด้วยกัน เพียงแต่ว่าเลือกใช้หนทางหรือวิถีที่ดูเหมือนแตกต่างขัดแย้งกัน แต่เอาเข้าจริงๆ แล้วแม้แต่วิถีที่ใช้ก็ไม่ได้มีเนื้อในที่แตกต่างกันเลย ก็เช่นเดียวกันกับปัจเจกบุคคลและการสลายอัตลักษณ์ของปัจเจกบุคคลนั่นเอง

รสนิยมสาธารณ์ในความเบาหวิวฯ

พฤศจิกายน 2, 2009 โดย maewjaidam

อีกประเด็นที่คุนเดอราเปิดเอาไว้น่าสนใจก็คือ รสนิยมสาธารณ์ การก่อตัวของรสนิยมสาธารณ์ แนวคิดที่ตั้งคำถามต่อการก่อตัวของรสนิยมสาธารณ์หรือสุนทรียะแบบไร้ขี้ ที่อ่านแล้วต้องอมยิ้ม ตั้งแต่การถกเถียงกันว่า พระเจ้านั้นขี้หรือเปล่า แล้วถ้าขี้ก็แสดงว่าบนสววรค์มีขี้ หรือถ้ามนุษย์คือฉายาของพระเจ้า เมื่อมนุษย์มีขี้ พระเจ้าก็ควรจะมีขี่ แล้วการทำให้ขี้ในสวรรค์เป็นแค่ขี้ที่ไม่มีนัยอื่นนั้น ทำได้อย่างไร การเปรียบเทียบการเดินสวนสนามอันเกรียงไกรในวันแรงงาน การชูกำปั้น การเดินและร้องเพลงโดยพร้อมเพรียง เท้าซ้ายขวาที่ย่ำเป็นจังหวะเดียวกัน ณ เวลาเดียวกัน การย่ำที่ผิดแปลกแตกต่างกันออกไป หรือการเป็นอื่นก็จะนำมาซึ่งการเหยียบกัน การล่มระเนระนาด การสะดุดหยุดชะงักของการเดินขบวนอันเกรียงไกร (อันนี้เอามาคิดต่อเอง)

พอพูดถึงรสนิยมสาธารณ์และขี้ก็เลยนึกถึงที่คนใกล้ตัวบางคนเล่าให้ฟังว่า มีคนตำหนินักวิชาการบางคนว่ามีลีลาการเขียนหรือพูดที่หยาบคาย เข้าใจว่าการพูดเรื่องขี้ก็อาจจะเป็นประเด็นที่ถูกกล่าวหาว่าหยาบคายจากมุมมองของรสนิยมสาธารณ์เช่นเดียวกัน หึ ๆ  อันนี้คุนเดอราพูดเห็นภาพชัดเจน

อุดมคติในเชิงสุนทรียะของความพึงพอใจต่อการมีชีวิตอย่างไม่มีเงื่อนไข ก็คือโลกที่ขี้ถูกปฏิเสธ และทุก ๆ คนทำราวกับว่ามันไม่มีอยู่ อุดมคติในเชิงสุนทรียะนี้ ขอเรียกว่า รสนิยมสาธารณ์ (kitsch)

 kitsch เป็นคำภาษาเยอรมันที่เกิดขึ้นกลางศตวรรษที่สิบเก้า อันเป็นยุคสมัยแห่งความอ่อนไหว จากภาษาเยอรมัน คำ ๆ นี้ได้เข้าไปอยู่ในภาษาตะวันตกทุกภาษา แต่พอใช้กันไปใช้กันมา กลับทำให้ความหมายในเชิงอภิปรัชญาแต่ดั้งเดิมของมันลบเลือนไป ที่จริงแล้ว รสนิยมสาธารณ์คือการปฏิเสธขี้โดยเด็ดขาด ทั้งในความหมายตามตัวอักษรและความหมายเชิงสัญลักษณ์ รสนิยมสาธารณ์ตัดทุกอย่างที่ไม่น่าพิสมัยในการดำรงอยู่ของมนุษย์ออกจากสารบบจนหมด

ความรู้สึกแบบรสนิยมสาธารณ์เป็นความรู้สึกแบบที่มวลชนส่วนใหญ่คล้อยตามได้ง่าย ฉะนั้น รสนิยมสาธารณ์จึงไม่เน้นสภาพการณ์ที่ผิดธรรมดา แต่ต้องมาจากภาพพจน์ที่คนทั่วไปจดจำฝังแน่น เช่น ลูกสาวไม่รักดี พ่อผู้ถูกทอดทิ้ง เด็ก ๆวิ่งเล่นบนสนามหญ้า มาตุภูมิที่ถูกทรยศ รักครั้งแรก เป็นต้น

รสนิยมสาธารณดลให้น้ำตาสองหยดไหลติดต่อตามกันอย่างรวดเร็ว น้ำตาหยดแรกครวญว่า ช่างดงามเสียนี่กระไรที่ได้เห็นเด็ก ๆ วิ่งเล่นบนสนามหญ้า

น้ำตาหยดที่สองพิไรว่า ช่างงดงามเสียนี่กระไรที่ได้ซึ้งใจไปกับมนุษยชาติทั้งมวล เมื่อได้เห็นเด็ก ๆวิ่งเล่นบนสนามหญ้า

น้ำตาหยดที่สองนี่แหละที่ทำให้รสนิยมสาธารณ์เป็นรสนิยมสาธารณ์

ภราดรภาพแห่งมวลมนุษย์บนโลกจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่ออยู่บนพื้นฐานของรสนิยมสาธารณ์เท่านั้น

เมื่อพิจารณาจากที่คุนเดอรากล่าวเปรียบเปรย จึงไม่น่าแปลกใจที่ใครหลายคนที่มาวนเวียนอยู่รอบตัวเราชอบใช้ motto ที่เรียกว่า home sweet home ให้เราหงุดหงิดขัดเคืองใจซะอย่างนั้น เพิ่งจับสังเกตได้ว่า เพราะ motto home sweet home นี้เป็นรสนิยมสาธารณ์ที่เข้าครอบงำหลาย ๆประเด็นในชีวิต และด้วยคำขวัญที่พร่ำบ่นกันนี่เองทำให้ใครหลายคนสะกดจิต(ใต้สำนึก)ของตัวเองว่า ในที่สุดแล้วความสงบสุขและภราดรภาพก็จะบังเกิดแก่มวลหมู่มนุษยชาติ ถ้าทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส (ปากหวานก้นเปรี้ยว) รักกันปานจะกลืนกิน(แต่ขอกลืนกินเพียงฝ่ายเดียวนะ) เพราะเราทำทุกอย่างเพื่อส่วนรวมเพื่อบ้านของเรา(บ้านของเรารั้วไม่ได้ติดกันไม่ใช่เหรอ) สร้างบ้านที่เราอาศัยอยู่ร่วมกันนี้ให้สงบสุขร่มเย็นถ้อยทีถ้อยอาศัย ภายใต้ร่มเงาของรสนิยมสาธารณ์แบบนี้นี่เอง หึ หึ

ในอาณาจักรของรสนิยมสาธารณ์เบ็ดเสร็จ มีคำตอบทุกอย่างไว้ให้แล้วล่วงหน้า และไม่เปิดโอกาสให้ตั้งคำถามใดใด ฉะนั้น ศัตรูที่แท้จริงของรสนิยมสาธารณ์เบ็ดเสร็จคือ คนที่ชอบตั้งคำถาม คำถามเปรียบเสมือนคมมีดกรีดแหวกฉากหลังบนเวที และเปิดช่องให้เราได้ยลเห็นสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่เบื้องหลัง อันที่จริง นี่และที่ซาบินาเคยอธิบายความหมายของภาพวาดให้เทเรซาฟัง บนเปลือกหน้าคือสิ่งมดเท็จที่ทุกคนเข้าใจ เบื้องหลังลึกลงไป สัจจะที่ไม่มีใครเข้าใจฉายลอดออกมา

ทว่าคนที่ต่อสู้กับสิ่งที่เราเรียกว่า ระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ ก็ไม่อาจดำเนินบทบาทด้วยคำถามและข้อสงสัย คนพวกนี้เหมือนกัน พวกเขาอาศัยความแน่นอนและสัจจะง่าย ๆ ที่คนทั่วไปเข้าใจ เพื่อกระตุ้นน้ำตามวลชน

ตลอดชีวิต เธอประกาศว่ารสนิยมสาธารณ์คือศัตรู แต่ความจริงเธอเองก็เอามันติดตัวมาตลอดมิใช่หรือ รสนิยมสาธารณ์ของเธอคือภาพพจน์ถึงบ้าน ความสงบสันติและกลมเกลียว มีแม่น่ารักและพ่อชาญฉลาด เป็นภาพพจน์ที่ก่อรูปขึ้นในใจนับตั้งแต่พ่อแม่ตายจาก ยิ่งชีวิตเธอห่างไกลจากฝันแสนหวานนี้มากเท่าไร เธอก็ยิ่งหวั่นไหวต่อมนตร์ขลังของมัน และมากกว่าครั้งที่หลั่งน้ำตาให้กับหนังน้ำเน่า เมื่อลูกสาวไม่รักดีโผเข้ากอดพ่อผู้ถูกทอดทิ้ง ในขณะที่หน้าต่างบ้านของครอบครัวแสนสุขทอแสงสว่างในยามอัสดง

มาตรว่าสะเทือนใจไปกับบทเพลง ซาบินาก็ไม่ยึดถือความรู้สึกนี้ให้จริงจังเกินไป เธอรู้ดีว่าบทเพลงเป็นเพียงคำมดเท็จที่สวยงาม ทันที่ที่คำมดเท็จถูกเปิดโปงให้เห็นรสนิยมสาธารณ์ในตัวมัน มันก็จะย้ายไปอยู่ในบริบทที่ไม่ใช่รสนิยมสาธารณ์และเมื่อนั้น มันย่อมสูญสิ้นพลานุภาพครอบงำ และเหลือแต่ความน่าสมเพชเหมือนความอ่อนแอเยี่ยงมนุษย์แบบอื่น ๆ เพราะไม่มีใครคนไหนหรอกที่เป็นอภิมนุษย์จนสามารถหลีกหนีจากรสนิยมสาธารณ์ได้โดยสิ้นเชิง ไม่ว่าราจะดูแคลนมันแค่ไหน รสนิยมสาธารณ์ก็เป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งในเงื่อนไขของความเป็นมนุษย์

รสนิยมสาธารณ์มีที่มาอยู่ในความพึงพอใจต่อการมีชีวิตอย่างไม่มีเงื่อนไข

แต่อะไรคือพื้นฐานของการมีชีวิต พระเจ้า? มนุษยชาติ? การต่อสู้? ความรัก? ผู้ชาย? ผู้หญิง?

เนื่องจากมีความคิดเห็นแตกต่างกันไป จึงมีรสนิยมสาธารณ์หลากหลายรูปแบบ คาทอลิค โปรแตสแตนท์ ยิว คอมมิวนิสต์ ฟาสซิสต์ ประชาธิปไตย เฟมินิสต์ แบบยุโรป แบบอเมริกัน แบบประจำชาติ แบบสากล

อีกประเด็นเรื่องขี้ ที่คุนเดอรานำมาประชดประชัน คือเรื่องการตายของลูกชายของสตาลินอัเนื่องมาจากขี้ การดึงเอาความสูงส่งกับความต่ำต้อยด้อยค่ามาใกล้ชิดกัน การลบเส้นแบ่งระหว่างสิ่งที่เรียกว่าสูงส่งกับต่ำต้อยออกซะ และแล้วคุนเดอรากลับชักบันไดแห่งความหวังออกไปโดยกล่าวว่า

ฟรานซ์ไม่อาจยอมรับความจริงว่า เกียรติภูมิของการเดินขบวนอันเกรียงไกรเป็นแค่ทิฐิมานะน่าขันของคนร่วมขบวน กระแสเสียงอันเพริดแพร้วของประวัติศาสตร์ยุโรปต้องกลืนหายไปในความเงียบงันไร้ขอบเขต ไม่เหลือความแตกต่างระหว่างประวัติศาสตร์กับความเงียบอีกต่อไป เขารู้สึกอยากทุ่มชีวิตตัวเองลงบนตาชั่ง อยากพิสูจน์ว่าการเดินขบวนอันเกรียงไกรมีน้ำหนักมากกว่าขี้

ทว่ามนุษย์ไม่อาจพิสูจน์อะไรแบบนั้นได้ จานตาชั่งหนึ่งรองขี้ไว้ ส่วนจานอีกข้าง ลูกชายของสตาลินทุ่มทั้งตัวลงไป ตาชั่งยังไม่ขยับเขยื้อนเลย

แน่ละ การทุ่มน้ำหนัก(อันเบาหวิว)ลงไปที่ตาชั่งอีกข้าง เพื่อกับถ่วงน้ำหนัก(อันหนักอึ้ง)ของขึ้ จะเป็นผลได้อย่างไร และถ้าการทุ่มทั้งตัวนี่ไม่เป็นผล เพราะการเดินขบวนอันเกรียงไกรไม่ได้มีน้ำหนักมากไปกว่าขี้ และตาชั่งก็ไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหน มนุษย์เราจะโทษอะไร โชคชะตา ความเบาหวิวของน้ำหนัก ความหนักอึ้งของขี้ รสนิยมสาธาณ์โหล่ยโท่ย น้าตาอันซาบซึ้งใจสองหยดที่อาบชโลมโลกของรสนิยมสาธารณ์ หรือ คำขวัญแบบบ้านแสนสุข ที่หล่อหลอมมนุษย์เราไว้ด้วยมายาคติของภราดรภาพ ด้วยการเดินขบวนชูกำปั้นอันเกรียงไกรการก้าวย่างที่พร้อมเพรียงแต่ไร้น้ำหนัก  หรือจะกลับมาเถียงกันใหม่ว่า บนสวรรค์นั้นควรมีขึ้หรือไม่มี พระเจ้าต้องขี้หรือไม่ต้องขี้ แล้วมนุษย์ที่เป็นฉายาของพระองค์ละพิเศษแตกต่างอย่างไร ทำไมขี้ถึงมีน้ำหนักมากกว่าสิ่งอื่นใด และถ้าขี้มีน้ำหนักขนาดนั้น เหตุใดใครหลายคนถึงทุ่มตัวเองเพื่อทานน้ำหนักของมัน และทำไมความเบาหวิวจึงเหลือทน หึหึ