
ได้หนังสือของ Shaikh&Tonak มาแล้ว เลยเริ่มอ่านแกะดูเลย ประเด็นหลัก ๆ ก็คือการพูดถึง productive vs unproductive labor แต่ผู้เขียนบอกว่าขอเปิดประเด็นด้วยความแตกต่างระหว่าง productive activities versus unproductive activities ก่อน แล้วจะค่อย ๆ นำเข้าประเด็นที่เป็นแกน คือเรื่องของแรงงานทีหลัง
ประเด็นหลัก ๆ ก็ พูดง่าย ๆ ก็คือ เราอาจจะต้องมาดูว่าคำว่า wealth ของแต่ละยุคของแนวคิดทางเศรษฐาสตร์นั้นมันเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร คือประเด็นเรื่องความมั่งคั่ง(ของชาติ)มันวัดกันอย่างไร ขอให้นึกถึงยุคคลาสสิกก็ประมาณพวกอดัม สมิธ ก็จะมีแนวคิดเรื่อง wealth แบบหนึ่ง พอมาเป็นพวก มาร์กซก็จะมีแนวคิดเรื่อง wealth อีกแบบหนึ่ง พอเคลื่อนมาเป็นพวกนีโอคลาสสิกก็จะมีแนวคิดเรื่อง wealth อีกแบบหนึ่ง ซึ่งความแตกต่างกันในแนวคิดแบบนี้ มันจะสะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนเวลาต้องการจะหาหรือวัดความมั่งคั่ง ก็พวกที่ในปัจจุบันเรารู้จักกันว่า จีดีพี จีเอ็นพี ทำนองนี้ คือก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ตอนนี้เราไม่ take it for granted นะ เพราะถ้าเรายอมรับก้มหน้าก้มตา take it for granted เราก็จะเจาะไปได้แค่ผิว ๆ คือเราอาจจะได้เข้าใจกระบวนการทำงานอันสวยหรูหะรูหะราของมันจะเอาให้วิจิตรพิสดารอย่างไรก็ได้ แต่เราจะหลุดกรอบอะไรบางอย่างไม่ได้ คือ คำอธิบายบางอย่างที่ลึกกว่าผิวหน้า คำอธิบายที่จะตอบเราได้ว่า ทำไม ทำไม เป็นต้องเป็นแบบนี้ ถ้าไม่เป็นแบบนี้ แล้วเป็นอย่างอื่นได้หรือเปล่า ถ้าเป็นได้ จะดีกว่านี้หรือเปล่า แต่ถ้า take it for granted ก็ว่ากันไป reproduce กันไปละกัน
กลับมาประเด็นต่อ ประเด็นที่ต้องการมองก็คือ ถ้ามันมีการมองหรือให้นิยามหรือมีแนวคิดแตกต่างกันในเรื่อง wealth ขนาดนั้น มันมีอะไรที่เราต้องทำความเข้าใจ มีรากเหง้าอะไรอยู่บ้าง อะไรทำนองนี้ แต่ประเด็นหลักที่จับก็คือ ถ้าต้องการแสดงความแตกต่างระหว่างแนวคิดของนีโอกับมาร์กซ์ละ คำถามก็คือแล้วทำไมไม่เป็นคลาสสิกแทน คำตอบที่พอนึกออกก็คือ ก็เพราะตอนนี้รูปแบบการวัดที่เราใช้กันอยู่มันมาจากนีโอ มันก็เลยต้องเอานีโอมาจับ แล้วทำไมต้องเปรียบกับมาร์กซ์ ก็ขอตอบต่อว่าการเอาแนวคิดแบบมาร์กซ์มาจับเพื่อเข้าประเด็นหลักคือ แรงงาน เพราะเป็นแกนหลักการวิเคราะห์ของมาร์กซ์ ซึ่งก็ต้องขุดกันต่อไปว่า ทำไมต้องเป็นแรงงาน ก็เพราะมาร์กซ์เชื่อว่ามนุษย์จะเข้าถึงหรือบรรลุศักยภาพของตนเองก็ด้วยแรงงาน ก็กลับไปที่พื้นฐานที่่คนปฏิสัมพันธ์กับวัตถุแล้วก็มีศักยภาพในการแปลงหรือสร้างอะไรขึ้นมา แต่คลาสสิกก็ไม่ได้หายปุ๊ไปเลยนะ เพราะมันก็จะโผล่มาเรื่อย ๆเพื่อ clarify อะไรบางอย่าง เช่นความเข้าใจผิดของสมิธในบางประเด็น
มีย่อหน้าที่สรุปความแตกต่างการนิยมเรื่อง production definition ระหว่างคลาสิกและนีโอ ที่น่าสนใจทีเดียวนั่นก็คือ
In his monumetal work on the history of national accounts, Studenski has labeled the above transition as the switch from the “the restricted productionW defition of the classicals to the “comprehensive production” definition of the neoclassicals. But from our point of view, this change is really a retreat from the “comprehensive consumption” approach of the classicals (who treat many activities as forms of social consumption, not production) to “the restricted consumption” definitions of the neoclassicals (who treats the definition of social consumption to personal consumption alone).
ส่วนข้อแตกต่างหลัก ๆที่ขอยกมาเลยก็คือ มาร์กซ์หรือเชคกับโทนาคละกันมอง(จากแนวคิดของมาร์กซ์)ว่า สิ่งที่พวกนีโอนับว่าเป็นการผลิตเป็นกิจกรรมที่มีผลิตภาพนั้น บางอย่างเป็น social consumption แต่ไม่ได้เป็น production อย่างเช่น the military, the police, and private guards protect property and social structure. Civil servants and lawyers administer rules and laws. Traders in commodities and paper circulate wealth or titles to it.
แล้วค่อยมาแกะ ๆดูต่อว่าเป็นยังไง เท่าที่อ่านคือมันมีเรื่องที่ต้องแยกแยะสูงมา แต่ถ้าเข้าใจจะคลี่คลายหรือแก้ไขความคลาดเคลื่อนในหลาย ๆจุดไปได้ แต่ต้องใช้ concentration พอสมควร ประมาณรอบเดียวไม่รอด ต้องผ่านไปก่อน แล้วจะมาพูดให้ฟังต่อ






