
สองสามวันนี้นั่งแกะงานของกรัมชีกับอัลธูแซร์ โดยพยายามแยกแยะดูว่าอันไหนคือจุดอ่อนจุดแข็งที่สามารถนำมาใช้ได้ นักคิดสองคนนี้ที่มีจุดร่วมและจุดแตกต่างกัน กล่าวคือ กรัมชีนั้นเป็นพวกมนุษยนิยม แต่อัลธูแซร์นั้นเป็นพวกแอนตี้มนุษยนิยม(พูดอีกนัยหนึ่งคือเหม็นหน้าพวกมนุษยนิยม) หรือให้ความสำคัญกับโครงสร้าง(โครงสร้างนิยม) โดยเชื่อว่ามนุษย์หรือagentนั้นไม่สามารถหลุดไปจากการกำหนดเชิงโครงสร้างได้ (ประมาณทำอย่างไรมนุษย์ก็ตกอยู่ในกับดักอันหนึ่งหรือเงื่อนไขอันหนึ่งที่เป็นเสมือนม่านบาเรียใส ๆที่ขวางกั้นขอบเขตความเป็นไปได้บางอย่างเอาไว้) แนวคิดของอัลฯจึงมีลักษณะกำหนดนิยม(แบบหนึ่ง) แม้ว่าจะรู้ ๆ กันว่าแนวคิดยุคนี้พยายามจะหลบจากกำหนดนิยมโดยเศรษฐกิจของพวกมาร์กซิสต์บางพวก ในขณะที่กรัมชีนั้นไม่ได้เน้นการกระทำหรือการตัดสินใจของagentโดยขาดลอยจากบริบททางโครงสร้างและอื่น ๆ ที่ครอบคลุมตีกรอบagentอยู่ เหมือนแนวคิดแบบ free floting agent ที่ไม่คำนึงถึงการตีกรอบใด ๆ ของซาร์ต สำหรับกรัมชีนั่นโครงสร้างและagentนั้นมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันไปมา ซึ่งแนวคิดนี้อาจะเรียกได้ว่าเป็นวิภาษวิธีชนิดหนึ่ง
ทั้งสองคนนี้พิจารณาถึงการทำงานของโครงสร้างส่วนบน ที่รู้จักกันในนาม “อุดมการณ์” ที่ทำการครอบคลุมการดำเนินการหรือกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ อย่างไรก็ตามการดำเนินการหรือกิจกรรมนี้ไม่ได้ครอบคลุมแค่ political area ในทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับรัฐและอำนาจรัฐแต่เพียงอย่างเดียวอย่างที่เข้าใจกัน แต่อุดมการณ์นี้ครอบคลุมทุก ๆ อณูในการดำรงชีวิตของมนุษย์ นั่นคือ ทุก ๆ มิติในชีวิตก็คือการเมือง ดังนั้นอุดมการณ์จึงครอบคลุมทุก ๆ มิติของชีวิต ในแง่นี้อาจจะกล่าวได้ว่าแนวคิด civil society ก็นับเนื่องอยู่ในการพิจารณาของทั้งคู่ด้วย การพิจารณาทางด้านอุดมการณ์นี้พิจารณาเน้นไปถึง การครองความเป็นเจ้า หรือที่รู้จักกันว่า hegemony เนื่องจากพื้นฐานหรือจุดเริ่มต้นอยู่ที่การต้องการแกะดูหรือเลาะดูปัญหาเบื้องหลังความล้มเหลวของการต่อสู้ของกรรมกรและฝ่ายซ้ายโดยเฉพาะต่อฟาสซิสต์(สำหรับกรัมชี่) ว่าทำไมฝ่ายซ้ายถึงล้มเหลวในการชักนำมวลชนที่ดูเหมือนจะมีผลประโยชน์ร่วมกันให้มารวมตัวกัน ในทางกลับกันก็พยายามหาสาเหตุทีทำให้มวลชนถูกดึงดูดให้เข้ากับทุนและฟาสซิสต์ซึ่งเป็นฝ่ายปฏิปักษ์แทน
การครองความเป็นเจ้านี้ชี้ให้เห็นถึงกลไกของการใช้อำนาจแบบเด็ดขาดควบคู่ไปกับการกล่อมเกลาให้เกิดการยินยอม พูดง่าย ๆ ก็คือการใช้ไม้แข็งกับไม้นวม เพียงแต่ไม้นวมที่ผู้มีอำนาจนำนำมาใช้นั้นซับซ้อนซ่อนเงื่อนและซึมลึกแพร่กระจายไปทุกส่วนทุกที่ทุกอณูของชีวิต การเรียนรู้เรื่องการใช้ไม้นวมจึงมีความน่าสนใจ น่าสนใจที่จะแกะดูว่าอะไรที่ดูเหมือนธรรมชาติที่สองของมนุษย์นั้นแท้ที่จริงแล้วอาจจะเป็นแค่ธรรมชาติที่ถูกสร้างขึ้น และสิ่งที่มนุษย์มักจะทำโดยไม่รู้ตัว และแถมมนุษย์บางประเภทยังยอมรับแบบหน้าซื่อ ๆ และ take it for granted ก็ไอ้ที่ take it for granted นะละที่มันมีปัญหา นอกจากพูดถึงการใช้ไม้นวมของการครอบงำทางอุดมการณ์ นั่นก็คือ ครอบงำสิ่งที่อยากให้เชื่อ อยากให้ทำ ไม่อยากให้ทำ สิ่งที่อยากให้เป็น ไม่อยากให้เป็น ซึ่งส่วนใหญ่ก็เพื่อ รักษา status quo ยกเว้นการต่อต้านและตอบโต้ทางอุดมการณ์เพื่อช่วงชิงความเป็นเจ้า
การทำงานทางอุดมการณ์ที่เรียกว่า ปฏิบัติการทางอุดมการณ์นั้น จึงไม่ได้มีเพียงการรักษาการครองความเป็นเจ้าแต่เพียงอย่างเดียว ยังกล่าวถึงการต่อต้านหรือการขัดขืนต่อการครองความเป็นเจ้า(อันเดิม) ด้วยเหตุนี้อุดมการณ์ที่พูดถึงกันจึงมีสองประเภทหลัก ๆ คือ อุดมการณ์หลัก และอุดมการณ์ต่อต้าน ในขณะเดียวกันก็มีส่วนของอุดมการณ์รอมชอมหรือทางเลือกอยู่ในพื้นที่ตรงกลาง เนื่องจากการทำงานของอุดมการณ์หรือปฏิบัติการทางอุดมการณ์นั้นมีพลวัตคือไม่ได้หยุดนิ่งแต่มีการใช้อำนาจและต่อต้านการใช้อำนาจอยู่ตลอดเวลา แม้แต่ตอนที่เรานั่งๆนอนๆ ทำหน้าซื่อตาใสกันอยู่ การทำงานของการผลักหรือดึงกันระหว่างอุดมการณ์ก็เกิดขึ้นตลอดเวลา การต่อต้านหรือการต่อสู้ทางอุดมการณ์จึงกระทำผ่าน disarticulation/rearticulation การแกะเลาะรื้อพร้อม ๆ กับการสร้างความหมายใหม่ ๆ ที่ต้องการให้กับอุดมการณ์เดิม เพื่อให้เกิดอุดมการณ์ใหม่ที่มีหน้าตาและการทำการที่แตกต่างกันออกไป
กล่าวโดยสรุปคือเมื่อจะทำการศึกษาเรื่องปฏิบัติการทางอุดมการณ์ต้องพิจารณาภายในบริบททางประวัติศาสตร์ การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เพื่อดูว่าณ ห้วงเวลานั้น ๆ ที่ต้องการศึกษานั้นมีพลังหลัก(หรืออำนาจหลัก)อะไร ๆ ที่ทำการคัดง้างหรือร่วมมือกันอยู่ อะไรที่เป็นจุดร่วม อะไรที่เป็นจุดแตกหัก ปฏิบัติการณ์ทางอุดมการณ์นี้เป็นกระบวนการรื้อและสร้างใหม่ของอุดมการณ์ นั่นคือการใช้อำนาจของอุดมการณ์ย้อนกลับไปกลับมา ด้วยเหตุนี้กระบวนการปฏิบัติการมีทั้งการปะทะกันอยู่ตลอดเวลา ระหว่างอุดมการณ์นำและอุดมการณ์ต่อต้าน ที่น่าสนใจสำหรับเราก็คือ ภายในอุดมการณ์หลักเองก็คงมีการปะทะประสานกันอยู่เหมือนกันซึ่งออกมาในรูปของอุดมการณ์แบบรอมชอมหรือทางเลือก ที่ไม่ได้มีเป้าหมายเบี่ยงไปจากการรักษาสถานะความเป็นเจ้า เพียงแต่ในระหว่างกลุ่มอำนาจนำต่าง ๆ นั้นต่างก็ต้องการแย่งชิงหรือเข้าถึงการครองความเป็นเจ้าเช่นเดียวกัน การแย่งชิงการครองความเป็นอุดมการณ์นำจึงก่อให้เกิดการรอมชอมหรือการสร้าง(หน้าตา)ใหม่ของอุดมการณ์หลัก ในแง่หนึ่งก็เพื่อช่วงชิงความเป็นเจ้า ในอีกแง่หนึ่งก็คือการช่วงชิงอำนาจนำระหว่างกลุ่มพลังหลักที่มีอำนาจในขณะนั้น
ขณะเดียวกันกลุ่มอำนาจชายขอบก็ต้องพยายามสร้างอุดมการณ์ต่อต้านขึ้นมา ความแตกต่างระหว่างอุดมการณ์ต่อต้านกับรอมชอมก็คือ อันหนึ่งไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงแต่ต้องการรักษาสถานภาพหรือดุลอำนาจแบบเดิม เพียงแต่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงถ่ายโอนช่วงชิงดุลอำนาจในกลุ่มของตนเองได้ ในขณะที่อีกฝ่ายต้องการการเปลี่ยนแปลงสถานภาพและดุลอำนาจแบบเบ็ดสร็จจากอีกข้าง นั่นคือ สถาปนาความเป็นเจ้า(เจ้าใหม่)ขึ้นมา
กลไกการสถาปนาความเป็นเจ้าจึงเกี่ยวข้องกับผู้คนกลุ่มหนึ่งที่มีบทบาทผลิต ผลิตซ้ำ สนับสนุน เสนอทางเลือ คัดง้าง กระทั่ง ต่อต้านอุดมการณ์เดิม กลุ่มคนที่ว่านี้ถูกขนานนามว่าเป็น ปัญญาชน ซึ่งไม่ได้ครอบคลุมแค่ปัญญาชนอย่างที่เราเข้าใจกัน แต่ปัญญาชนครอบคลุมมากกว่านั้น ปัญหาที่มีการกล่าวถืงก็คือ คนทุกคนเป็นปัญญาชนได้ แต่ไม่ใช่ปัญญาชนทุกคนจะสามารถเข้าไปมีบทบาทหรือส่งผลกระทบกระเทือนต่อผู้คน(ในทางอุดมการณ์) ปัญญาชนหลัก ๆ ก็อาจจะกล่าวได้ว่ามีปัญญาชนตามประเพณี หรือ traditional intellectual กับปัญญาชนที่มีสังกัดชนชั้นที่เรียกว่า organic intellectual ข้อแตกต่างกันก็คือ บทบาทของปัญญาชนที่ผูกติดตัวเองอยู่กับชนชั้นและผลประโยชน์ของชนชั้นจะมีสูงและส่งผลกระเทือนได้มากกว่า หรืออาจจะกล่าวได้ว่า พวก organic intellectual นั้นไม่ได้ free float ไปวัน ๆ แต่ตระหนักถึงหน้าที่หรือบทบาทรวมถึงจุดมุ่งหมายบางประการ หน้าที่หรือบทบาทของปัญญาชนเหล่านี้ก็คือการหล่อหลอมกลอมเกลาทำให้เชื่อว่าอุดมการณ์ที่ตนเองถือครองนั้นเป็นสิ่งที่เหมาะสมเป็นธรรมชาติที่สองที่นำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งชนชั้นของตน
ปัญหาที่ตั้งข้อสงสัยก็คือ บางครั้งหรือมากครั้งหรือเปล่าที่ปัญญาชนที่เป็น organic intellectual นั้นหล่อหลอมกลอมเกลาจนตนเองก็ชักเริ่มเชื่อขึ้นมาตะหงิด ๆ แล้วว่าอุดมการณ์นี่แหละคือสิ่งถูกต้องและสัมบูรณ์เป็นนิจนิรันดร์ที่สุด เลยเลอะเลือนไปว่าอันนี้เป็นกลไกการช่วงชิงอำนาจแบบหนึ่งเท่านั้น ในเมื่อไม่รู้ว่าเป็นการช่วงชิงอำนาจหรือการครอบงำทางความคิดรูปแบบหนึ่ง จะกล่าวได้หรือไม่ว่าปัญญาชนเหล่านั้นไม่ได้เป็น organic intellectual เพียงเพราะเกิดแอมนิเชียโดยฉับพลัน (หรือเปล่า)
อาจกล่าวได้ว่า คุณูปการของการพิจารณาโครงสร้างส่วนบนหรืออุดมการณ์จึงน่าสนใจ เนื่องจากเป็นกระบวนการเลาะรื้อ เจาะลงไปดูถึงมือหรืออำนาจที่มองไม่เห็นที่ครอบงำครอบครองมนุษย์เราอยู่ ไม่ให้เห็นตามคล้อยตามแบบง่ายๆ เซื่อง ๆ โดยไม่ตั้งคำถาม ปัญหาเรื่องจิตสำนึกที่ผิดพลาดคงไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะณ ที่นี้เราไม่ได้มีจิตสำนึกที่ถูกต้องหรือผิดพลาดบิดเบือนแต่ประการใด แต่กระบวนการปะทะประสานกันของอุดมการณ์นั้นเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา บทบาทของผู้ที่ทำหน้าที่ผลิตซ้ำ ตั้งคำถาม ชำแหละ ทั้งรื้อและทั้งสร้างเรื่องของอุดมการณ์และปฏิบัติการทางอุดมการณ์จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ สนุกสนาน ชวนหัว และน่าตื่นเต้น และน่าสะพรึงกลัวไปพร้อม ๆ กัน ปัญหาก็คือ มีสักคนที่จะรู้ตัวว่าเป็นฟันเฟืองของปฏิบัติการทางอุดมการณ์ เรื่องที่น่าชวนหัวกว่าก็คือ การไม่รู้ตัวเองว่าเป็นฟันเฟืองของปฏิบัติการทางอุดมการณ์นั้นอาจเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความสำเร็จของการครองความเป็นเจ้ามากกว่า(หรือเปล่า)
ข้อสงสัยแบบนี้จึงทำให้การครอบครองความเป็นเจ้านั้นครอบและครองกันหลายชั้นหลายซับหลายซ้อนวนเวียนกันไปมาจนแทบจะหาตัวซารอนไม่เจอ เพราะทุก ๆ ร่างก็คือที่สิงสู่ของจิตวิญญานของซารอน จิตวิญญานที่มนุษย์ช่วยกันก่อช่วยกันสร้างและช่วยกันล่ามตัวเองเอาไว้อย่างเหนียวแน่น เพียงเพื่อไม่ให้โฟรโด้โยนแหวนแห่งอำนาจลงปล่องภูเขาไฟไป








