social consumption not production :)

กุมภาพันธ์ 2, 2010 โดย maewjaidam

 

ได้หนังสือของ Shaikh&Tonak มาแล้ว เลยเริ่มอ่านแกะดูเลย ประเด็นหลัก ๆ ก็คือการพูดถึง productive vs unproductive labor แต่ผู้เขียนบอกว่าขอเปิดประเด็นด้วยความแตกต่างระหว่าง productive activities versus unproductive activities ก่อน แล้วจะค่อย ๆ นำเข้าประเด็นที่เป็นแกน คือเรื่องของแรงงานทีหลัง

ประเด็นหลัก ๆ ก็ พูดง่าย ๆ ก็คือ เราอาจจะต้องมาดูว่าคำว่า wealth ของแต่ละยุคของแนวคิดทางเศรษฐาสตร์นั้นมันเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร คือประเด็นเรื่องความมั่งคั่ง(ของชาติ)มันวัดกันอย่างไร ขอให้นึกถึงยุคคลาสสิกก็ประมาณพวกอดัม สมิธ ก็จะมีแนวคิดเรื่อง wealth แบบหนึ่ง พอมาเป็นพวก มาร์กซก็จะมีแนวคิดเรื่อง wealth อีกแบบหนึ่ง พอเคลื่อนมาเป็นพวกนีโอคลาสสิกก็จะมีแนวคิดเรื่อง wealth อีกแบบหนึ่ง ซึ่งความแตกต่างกันในแนวคิดแบบนี้ มันจะสะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนเวลาต้องการจะหาหรือวัดความมั่งคั่ง ก็พวกที่ในปัจจุบันเรารู้จักกันว่า จีดีพี จีเอ็นพี ทำนองนี้ คือก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ตอนนี้เราไม่ take it for granted นะ เพราะถ้าเรายอมรับก้มหน้าก้มตา take it for granted เราก็จะเจาะไปได้แค่ผิว ๆ คือเราอาจจะได้เข้าใจกระบวนการทำงานอันสวยหรูหะรูหะราของมันจะเอาให้วิจิตรพิสดารอย่างไรก็ได้ แต่เราจะหลุดกรอบอะไรบางอย่างไม่ได้ คือ คำอธิบายบางอย่างที่ลึกกว่าผิวหน้า คำอธิบายที่จะตอบเราได้ว่า ทำไม ทำไม เป็นต้องเป็นแบบนี้ ถ้าไม่เป็นแบบนี้ แล้วเป็นอย่างอื่นได้หรือเปล่า ถ้าเป็นได้ จะดีกว่านี้หรือเปล่า แต่ถ้า take it for granted ก็ว่ากันไป reproduce กันไปละกัน

กลับมาประเด็นต่อ ประเด็นที่ต้องการมองก็คือ ถ้ามันมีการมองหรือให้นิยามหรือมีแนวคิดแตกต่างกันในเรื่อง wealth ขนาดนั้น มันมีอะไรที่เราต้องทำความเข้าใจ มีรากเหง้าอะไรอยู่บ้าง อะไรทำนองนี้ แต่ประเด็นหลักที่จับก็คือ ถ้าต้องการแสดงความแตกต่างระหว่างแนวคิดของนีโอกับมาร์กซ์ละ คำถามก็คือแล้วทำไมไม่เป็นคลาสสิกแทน คำตอบที่พอนึกออกก็คือ ก็เพราะตอนนี้รูปแบบการวัดที่เราใช้กันอยู่มันมาจากนีโอ มันก็เลยต้องเอานีโอมาจับ แล้วทำไมต้องเปรียบกับมาร์กซ์ ก็ขอตอบต่อว่าการเอาแนวคิดแบบมาร์กซ์มาจับเพื่อเข้าประเด็นหลักคือ แรงงาน เพราะเป็นแกนหลักการวิเคราะห์ของมาร์กซ์ ซึ่งก็ต้องขุดกันต่อไปว่า ทำไมต้องเป็นแรงงาน ก็เพราะมาร์กซ์เชื่อว่ามนุษย์จะเข้าถึงหรือบรรลุศักยภาพของตนเองก็ด้วยแรงงาน ก็กลับไปที่พื้นฐานที่่คนปฏิสัมพันธ์กับวัตถุแล้วก็มีศักยภาพในการแปลงหรือสร้างอะไรขึ้นมา แต่คลาสสิกก็ไม่ได้หายปุ๊ไปเลยนะ เพราะมันก็จะโผล่มาเรื่อย ๆเพื่อ clarify อะไรบางอย่าง เช่นความเข้าใจผิดของสมิธในบางประเด็น

มีย่อหน้าที่สรุปความแตกต่างการนิยมเรื่อง production definition ระหว่างคลาสิกและนีโอ ที่น่าสนใจทีเดียวนั่นก็คือ

 In his monumetal work on the history of national accounts, Studenski has labeled the above transition as the switch from the “the restricted productionW defition of the classicals to the “comprehensive production” definition of the neoclassicals. But from our point of view, this change is really a retreat from the “comprehensive consumption” approach of the classicals (who treat many activities as forms of social consumption, not production) to “the restricted consumption” definitions of the neoclassicals (who treats the definition of social consumption to personal consumption alone).

ส่วนข้อแตกต่างหลัก ๆที่ขอยกมาเลยก็คือ มาร์กซ์หรือเชคกับโทนาคละกันมอง(จากแนวคิดของมาร์กซ์)ว่า สิ่งที่พวกนีโอนับว่าเป็นการผลิตเป็นกิจกรรมที่มีผลิตภาพนั้น บางอย่างเป็น social consumption แต่ไม่ได้เป็น production อย่างเช่น  the military, the police, and private guards protect property and social structure. Civil servants and lawyers administer rules and laws. Traders in commodities and paper circulate wealth or titles to it.

แล้วค่อยมาแกะ ๆดูต่อว่าเป็นยังไง เท่าที่อ่านคือมันมีเรื่องที่ต้องแยกแยะสูงมา แต่ถ้าเข้าใจจะคลี่คลายหรือแก้ไขความคลาดเคลื่อนในหลาย ๆจุดไปได้ แต่ต้องใช้ concentration พอสมควร ประมาณรอบเดียวไม่รอด ต้องผ่านไปก่อน แล้วจะมาพูดให้ฟังต่อ

ไม่มีความประจวบเหมาะที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ

กุมภาพันธ์ 1, 2010 โดย maewjaidam

หลังจากพร่ำบ่นถึง conincidence โง่ ๆร่ายยาวมาจนถึง destiny ในที่สุดก็กลับมาพบงานของ  Jeremy Heyward เล่มนี้ Letters to Venessa เป็นจดหมายที่พ่อเขียนถึงลูก โดยหนังสือจั่วหัวเปิดเล่มไว้ว่า

วาเนสสาลูกรัก ในจดหมายเหล่านี้พ่อได้ใช้วิทยาศาสตร์เพื่อจุดประสงค์อื่นที่นอกเหนือจากความเป็นวิทยาศาสตร์เอง แต่วิธีการใช้วิทยาศาสตร์ของพ่อแตกต่างอย่างมากจากวิธีการที่มันถูกใช้ นับแต่อดีตถึงปัจจุบัน ซึ่งมันถูกใช้เพื่อเกลี้ยกล่อมให้เราเชื่อในบางสิ่ง แต่ในจดหมายเหล่านี้ พ่อใช้วิทยาศาสตร์เพื่อหักล้างความเชื่อที่มีอิทธิพลต่อลูกตั้งแต่ยังเล็ก พ่อพยายามรื้อถอนความเชื่อ หรือลดความเชื่อของลูกลงมากกว่าจะพยายามทำให้ลูกเชื่อในสิ่งอื่น ๆ เพิ่มขึ้น พ่อต้องการให้ลูกรับรู้อย่างเป็นอิสระด้วยหัวใจซึ่งปลอดพ้นจากกับดักที่ติดมากับความคิดที่ลูกคุ้นเคย

ได้หนังสือเล่มนี้มาในครอบครองนานแล้ว ได้แต่วางแปะรอโชคชะตาชักนำมาให้หยิบมันขึ้นมาเปิดดู วันนี้ได้ฤกษ์งามยามดี(หรือร้าย)ก็ไม่รู้ คิดว่าจะไม่ทำอะไรที่มนุษย์ปกติเค้าเรียกกันว่า productive ขึ้นมาซะงั้น เนื่องจากตะกอนนอนก้นที่มีอยู่ถูกกวนโดยใครหลายคน ก็เลยเกิดเมตตาตัวเองขึ้นมาเล็กน้อย คิดว่าคงได้เวลากลับหัวกลับหางอะไรนิดหน่อย ต้องกลับมาพิจารณาว่าละเลยหรือเพิกเฉย ทำตัวให้คุ้นชิน ตายซาก ซังกะตาย ยอมจำนนให้กับอะไรบางอย่างมากไปหรือเปล่า ก็เลยลงท้ายหันไปหันมาก็ไปแงะวาเนสสามาอ่าน อ่านไปแล้วหลายฉบับ จนมาเจอ ความประจวบเหมาะ หรือ โชคชะตาเข้า ก็เลยเริ่มเรียนรู้ว่า มันคงมาเพราะอะไรบางอย่าง มีเป้าหมาย มีวัตถุประสงค์ หึ หึ อ่านแล้วชอบที่ผู้เขียนบอกว่าจะเปิดโลกใบใหม่ออกมา และลบล้างภาพโลกใบเก่าที่แข็งทื่อและถูกมัดติดด้วยมายาคติบางประการออกไป เพื่อเปิดพื้นที่ให้กับจินตนาการ เทพเจ้าตัวอ้วนกลม เทวดานางฟ้าปีกสวย ตราลาของตรุงปะ และอื่น ๆ อีกมากมายให้ออกมาจากที่คุมขังและออกมาเริงร่ากันสุด ๆ ข้างล่างเป็นความคิดเกี่ยวกับ “ความประจวบเหมาะ” ที่น่าสนใจทีเดียว หรือ coincidence โง่ ๆ จะเกิดจากการแผลงศรของเทพตัวน้อยตัวอ้วนกระปุกลุกที่เที่ยวเล่นซนไล่ยิงคนอื่นแบบไร้ทิศทางแต่มีเป้าหมาย เพื่อยืนยันว่าไม่มี “ความประจวบเหมาะ” ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ

เมื่อเราไม่พยายามบีบประสบการณ์ของเราเข้าสู่ท่อของเวลาที่ตรงเป็นเส้น คับแคบ และเป็นภววิสัย เราจะเริ่มสัมผัสกับคุณลักษณะอันซับซ้อนไหวเคลื่อนของแบบแผนประสบการณ์ที่แปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ทั้งรู้จักว่าลักษณะของเวลาที่เรามีชีวิตอยู่จริง ๆ ซึ่งมีจังหวะ มีบุคลิก มีการขาดช่วง หรือกระทั่งเกิดช่องว่าง และในช่องว่างของปัจจุบันขณะ สิ่งต่าง ๆ อาจรวมกัน บรรจบเข้หากัน ในอาการที่ดูลึกลับ มันเป็นความประจวบเหมาะ แต่ก็มีความหมาย ถ้าเราใส่ใจ มันอาจทำให้เราตะลึงและตื่น

ทุกขณะของชีวิตเป็นความบังเอิญหรือประจวบเหมาะ (coincidence) ซึ่งแปลตามรากศัพท์ได้ว่า “การบรรจบกัน” co หมายถึง “ด้วยกัน” และ incidence มาจากคำละตินแปลว่า “ตก” สิ่งต่าง ๆมาบรรจบกัน ณ ชั่วขณะหนึ่ง แต่นักวิทยาศาสตร์ไม่มีทางและไม่สามารถบอกเราได้อย่างแน่ชัด ว่าอะไรบ้างที่มาบรรจบกันในขณะนั้น ๆ หรือเดี๋ยวนี้ และคลื่นความรู้สึก พระเจ้า หรือพลังตราลาจักสามารถไหลบ่าสู่ตัวเธอก็ในปัจจุบันขณะเท่านั้น

บางครั้งความประจวบเหมาะอาจเปลี่ยนชีวิตลูกได้ บางครั้งอาจนำมาซึ่งรอยยิ้ม และบ่อยครั้งมันช่วยให้ลูกรู้ว่าควรเลือกเส้นทางใดในยามที่ต้องตัดสินใจ ความประจวบเหมาะมักจะนำสิ่งที่เป็นความหมายและความรุ่มรวยมาสู่ชีวิต ถ้าเราไม่มองข้ามมันว่าเป็นแค่ “ความประจวบเหมาะ” เท่านั้นเอง เพราะในความประจวบเหมาะ ลูกจะสามารถเชื่อมโยงกับโลกที่มีชีวิตได้

destiny :)

มกราคม 31, 2010 โดย maewjaidam

 

อาทิตย์ก่อนตกอยู่ในครอบแก้ววนเวียนวกวนกับเรื่องบางอย่างอยู่แบบหลุดออกมาไม่ได้ ตอนแรกก็ดูจะไม่ได้คิดจะอินไซด์ขนาดนั้น เพราะร้างลากับประเด็นนี้มานานเนื่องจากความสนใจหล่นหายไปหลายปีแล้ว กลับมาดูอีกครั้งก็เพราะความจำเป็นบางอย่างของคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเอง พอดูไปดูมาก็เริ่มอินอีกละ เริ่มสงสัยและใคร่รู้มีปัญหาตั้งคำถามมากไปหน่อย แกะไปแกะมาเลยเริ่มสนุกขึ้นมา

เรื่องที่ว่าคือ เรื่อง falling rate of profit ที่เป็น concept ในทฤษฏีของมาร์กซ์ซึ่งน่าจะอยู่ใน Das K เล่ม 3   เรื่องอัตรากำไรที่ลดลงนั้นเป็นแนวโน้มที่มาร์กซ์พิจารณาว่าระบบทุนนิยมมีแนวโน้มที่จะเกิดปัญหาหรือวิกฤตการณ์ในตัวเอง เนื่องจากอัตราผลกำไร(อันเป็นที่ต้องการหรือหมายปอง หึ หึ อันนี้พูดสนุกๆ) อันเป็นที่ต้องการเนื่องจากเป็นส่วนที่จำเป็นในการผลักดันตรรกะของทุน ซึ่งก็พูดไปล้านเจ็ดหนแล้วว่ามี motto ว่า accumulate accumulate ไม่ว่าจะสรรหาถ้อยคำอื่นใดมาใช้แทนก็หนีไม่พ้นไปจากคำนี้ คือ การขยายตัวของทุนผ่านการสะสมทุน

 ส่วนสาเหตุตอบแบบง่าย ๆ ที่ทำให้อัตราผลกำไรมีแนวโน้มที่จะลดต่ำลง ก็คือเนื่องจาก organic composition ที่รู้จักกันว่า c/v นั้นเพิ่มสูงขึ้น คือเมื่อระบบทุนนิยมพัฒนาไปก็จะมีการหันมาใช้ทุนมากขึ้นและใช้แรงงานลดลง แต่เนื่่องจาก surplus value นั้นได้มาจากแรงงานเท่านั้น ทำให้ในที่สุดแล้วอัตรากำไรจึงลดต่ำลง เนื่องจากตัวเศษหรือมูลค่าส่วนเกินอาจจะเท่าเดิมแต่ตัวหารเพิ่มขึ้น

ส่วนที่ทำให้งุนงงในตอนแรกก็คือการพยายามวัดอัตรากำไรที่ลดลง การดูแนวโน้มของอัตรากำไรที่ลดลง เนื่องจากการคิดคำนวณแบบนี้นั้นต้องมีการสร้าง model ในการหาเริ่มจากการพิจารณา 2 sectors โดย sector หนึ่งเป็น wage goods ส่วน sector ที่สองเป็น capital goods โดยนำเอาข้อมูล I/O table มาใช้ อันนี้ละทิ้งไปก่อน ฉะนั้นการหาอัตราผลกำไรว่าลดลง มันก็ต้องควบคู่ไปกับการพิจารณาหลาย ๆ ตัวแปร ที่เกี่ยวข้องที่เค้าเหมารวมเรียกเอาว่าเป็น Marxian Variables/Categories  นั่นเอง ตอนแรก งง และงง จนต้องถามคนใกล้ตัวบางคนว่า แน่ใจนะว่าใช้คำนี้ ได้รับคำยืนยันมาว่า เค้าใช้กันในการศึกษางานเหล่านี้ โอเค ใช้ก็ใช้ ไม่รู้นี่นา

ส่วนที่งุนงงมาก และเป็น กล่องดำเป็นปริศนาคาใจอันใหญ่ยักษ์ปักทิ่มกวนใจอยู่ก็คือ ถ้าใช้ I/O table แบบที่ใช้กันจะไปถึง MV ที่ต้องการศึกษาได้ง่าย ๆ เหรอ อันนี้บ่นมายกใหญ่จนคนใกล้ตัวบางคนระอา เห็นมันบ่นอยู่น่านนะละ เนื่องจากมีความรู้สึก (ไม่ ratonal เฟ้ย) ว่าการใช้ตัวแปรของ Neoclassic มาหา MV มันจะ compatible กับตัวแปรของ Marx ได้ไงฟะ แค่พูดว่าใช้ value added แทนผลกำไร ก็มีเคืองกันละ ไม่ใช่เฟ้ย เนื่องจากนิยามมันไปกันคนละเรื่องแล้ว คิดเท่าไรก็คิดไม่ตก เพราะอ่าน articles ของหลายคนไม่ว่าจะเป็นของ Wolff ที่ศึกษาอัตราผลกำไรของยูเอส กับ Puerto Rico หรือ ของ Venida ที่ศึกษากรณีของฟิลิปปินส์ ดูไงก็ดูไม่ออก เพราะส่วนนี้มันหายไปเหมือนกล่องดำที่เรามองไม่เห็นหรือไม่พูดถึง

แถม Venida ยังไประเบิดประเด็น context เรื่อง social disarticulation ออกมาซะงั้น อ่านไปอ่านมา causal relations มันไม่ firm เอาซะเลย อืม ก็เลยยิ่งงุ่นง่านไปกันใหญ่ แถมจะไปกระทบชิ่งลากเอาเรื่อง developed กับ developing ในระดับโลก ออกมาดูความแตกต่างในเรื่องอัตราผลกำไรที่ลดลงอีก ยิ่งทำให้เราตั้งข้อสงสัยไปอีก เลยบอกคนใกล้ตัวบางคนไปว่า จะ narrate แบบนี้ก็ไม่ผิด เพราะมีเรื่องที่จะเล่า มีเรื่องที่จะอรรถาธิบายออกมา แต่ที่เล่าและอธิบายออกมา เรายังไม่เชื่อสนิทใจ เพราะมันบอกไม่ได้เอาซะเลยว่าอันหนึ่งเป็นเหตุและอีกอันเป็นผล เพราะมันอาจจะกลับทิศกัน หรือเป็นแค่ coincidence โง่ ๆ ที่มาเจอกันโดยบังเอิญก็ได้ ก็เลยไม่คิดว่า โอเค ไม่งั้นก็ทำงานแบบ Dumenil&Levy ซะจะดีกว่า อืม เข้าใจผิดหรือเปล่าก็ไม่รู้ หึ หึ  

กลับมาพูดถึงกล่องดำต่อ สงสัย สงสัยมากมาย จนกระทั่ง โชคชะตาทำให้ได้พัดพางานของคุณPAPADIMITRIOU  มาให้ ก็เลย อืมนะ มันไม่ลงตัวกันจริง ๆนะละ เนื่องจาก เฮีย อันวา เชค กล่าวปิดท้ายเอาไว้ว่าซะเราสะดุ้งสะเทือนว่า

the differences in theory between the orthodox and Marxian traditions are also reflected in practice. This is not surprising since ‘the beginning is different, the method is different, the categories are different, the very purpose is different’ [Shaikh (1978,P. 111.]

 ที่นี้ถ้ามันไม่ลงตัว มันก็ต้องมีการปรับข้อมูล ในกรณีของ PAPADIMITRIOU ที่ทำการศึกษากรณีของกรีซก็ต้องปรับ เริ่มตั้งแต่ข้อถกเถียงเรื่อง productive work กับ undproductive work ที่แตกต่างกัน บางภาคการผลิตก็ต้องถูกตัดออกไปเพราะเป็นภาคการผลิตที่ไม่ได้สร้างมูลค่า(ในทัศนะของมาร์กซ์) รวมถึงต้องค่อย ๆ ปรับอีกหลายอย่าง ซึ่งก็แล้วแต่ว่าหน้าตาของตาราง I/O ของประเทศนั้น ๆ เป็นอย่างไร อืม อ่านไปอ่านมากก็เลยถูกโชคชะตาพัดพาไปที่ Shaikh  คือสงสัยตะหงิด ๆ ว่าต้องหางานของ เชค ปี 1978 มาอ่าน แต่ก็สังหรณ์ว่าถ้าจะหาไม่ได้เพราะ unpublished ให้ตายเถอะโรบิน ก็ขวนขวายไป search  หา search ไป search มาไปเจองานเล่มใหม่ ปี 94(ใหม่มากเลย) คาดว่า เชคจะปรับจากงานปีเจ็ดแปด ตอนแรกจะข้ามไปละ เพราะชื่อไม่เข้าตากรรมการ(ตาถั่ว)อย่างเรา ชื่อ measuring the wealth of nation อะไรประมาณนี้ พอดีเป็นพวกเห็นคำว่า wealth ไม่ได้แสลงใจ ไม่ชอบโชคดีที่ไป search หาสารบัญมาดู เพราะเชื่อแน่ว่า เชค คงไม่เขียน wealth แบบ Mainstream แน่ ๆ ก็เลยพบว่า เล่มนี้แหละที่ต้องการ

เห็นหัวข้อในหนังสือแล้วก็ อืมนะ น่าสนใจมากเลย เพราะมีหัวข้อที่ว่าด้วยการ convert NIPA กับ I/O เพื่อทำให้ข้อมูลที่มีสามารถแปลงเป็น Marxian V ด้วย และอันนี้แหละที่ต้องการ ตอนนี้ก็ได้แต่พยายามข่มใจตนเอง ระงับใจตนเอง ไม่ให้รีบตะกายไปหยิบตัวเล่มมาดูอยู่ เพราะต้องเข้าไปเอาไกลเหลือเกิน แต่ท่าทางคงจะไม่รอด เพราะนึกถึงอยู่เรื่อย ๆ ว่าอยากดูสิว่า เชค จะ lay out ออกมาหน้าตาเป็นยังไง เพราะเป็นหัวข้อที่คนที่คิดจะทำ empirical work แบบนี้ต้องดู

มานั่ง reflect ไปมาว่าทำไมถึงเลิกสนใจประเด็นพวกนี้ไป ก็พบว่า อาจเพราะไม่เคยเข้าไปถึงประเด็นแบบเล็ก ๆ แบบนี้ เพราะมัน specific มาก เนื่องจากเราเวลาดูอะไรมันก็มาแบบกลม ๆ มาเป็นก้อนๆ เชื่อมๆ กันอยู่ จึงไปสนใจพวก SSA กับ  Regulation มากกว่า ก็เลยเปะปะ ไปไม่ถึงfalling rate of profit  ซึ่งมันจะตกไม่ตกเราก็ไม่เคยสนใจ คนรู้จักกันบางคนถามว่า แล้วทำไมเค้าต้องทำหัวข้อประมาณ  falling rate of profit ด้วย เหตุผลคืออะไร อันนี้ตอบให้ได้เหมือนกัน แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดจะตอบแทนให้ เพราะมัวแต่หมกมุ่นคิดถึงเรื่องอื่นอยู่ อืม ตอบให้ได้ จะเข้าใจกันไหมละ เพราะจริง ๆ ความแตกต่างมันมาก เหมือนที่ เชคบอกเอาไว้ การคิดหรือการตั้งปัญหาที่แตกต่างกัน มันก็นำไปสู่กระบวนการเรียนรู้ แนวคิด ทฤษฏีที่ต่างกัน อธิบายไปก็ต้องลากออกมาทั้งกระพรวน ที่นี่แหละดังกรุ๊งกริ๊ง ๆ ไปตลอดทางแน่ เอ้า กลับมาที่เดิม ตอนนี้ที่คิดว่าที่เราสนใจก็ไม่ใช่สนใจว่าอัตราผลกำไรตกหรือไม่ ตกเท่าไร organic composition หรือ labor/capital productivity หรือ exploitation rate หรืออะไรทำนองนี้เป็นยังไง แต่สนใจการ lay out concept บางอย่างที่กว้างกว่า ซึ่งก็แน่นอนว่าต้องส่งผลต่อการทำความเข้าใจ concept แบบนี้ด้วย

อาทิตย์ก่อนคนใกล้ตัวบางคน ถามว่าเชื่อในเรื่องโชคชะตาหรือเปล่า ไม่ได้เป็น destiny เรื่องอะไรเลย เป็นเรื่อง destiny ของการแสวงหาความรู้ ที่ว่าในที่สุดด้วยโชคชะตาหรือชะตากรรมอะไรบางอย่าง ทุกอย่างที่ได้รู้มา วันหนึ่ง ตอนที่รู้ก็จะสงสัยว่าต้องรู้ไปทำไมเนี่ย วันหนึ่งความรู้แบบกระร่อยกระหริบแบบนี้ก็จับพลัดจับพลูมาเรียงตัวกันอย่างสวยงามต่อเป็นภาพบางอย่างให้เราได้ทำความเข้าใจ เหมือนเคยพบเหมือนเคยเห็น เหมือนอันนี้เคยรู้ เอ แล้วทำไมโยงไปอันนั้น อันนั้นก็เคยรู้โดยไม่ทราบวัตถุประสงค์ เมื่อเวลามาถึงตัวต่อทุกตัวมาพบปะกันโดยสมบูรณ์ ภาพบางภาพก็จะปรากฏขึ้น เป็นภาพที่คิดไม่ถึงว่าจะเป็น

ปฏิเสธก็แล้ว หันหลังให้ก็แล้ว เดินเฉไฉไปซ้ายทีขวาทีก็แล้ว กระโดดหายไปก็แล้ว หรือจะหลบไม่พ้นจริง ๆ ก็ไม่รู้ เฮ้อ

ตามเอ๋ยตามต้องการ และตามใจ :)

มกราคม 18, 2010 โดย maewjaidam

วันนี้นั่ง ๆ นอน ๆ ทำงานไป ฟังเพลงนี้ “เหมือนโลกเบาขึ้นเลย” ของจิกไปด้วย เลยเอาเนื้อมาแปะให้ จริง ๆ อยากจะแปะเพลงให้ฟังด้วย เพลงนี้จุ้ยเป็นคนร้องประกอบองก์สองของละครเวทีเอาไว้ (ได้มู้ดประมาณจุ้ยจุ้ย มาก) แต่ยังหาทางแปลงไฟล์มาแปะให้ไม่ได้ ไว้ไปพยายามหาทางดูก่อน (โลว์เทค หึ ๆ ) ถ้าหาทางได้แล้วจะเอาแปะไว้ให้ฟัง ชอบ content ของเพลงนี้มาก เข้ากับ motto ชีวิตสุด ๆ ;

“ตามเอ๋ยตามต้องการ และตามใจ เส้นทางชีวิตไม่มีใครขีดเอาไว้ให้ใคร”

“เหมือนโลกเบาขึ้นเลย อะไรที่เคยยึดถือมา ได้วางลง ทุกสิ่งได้แปรผัน

ในเหตุในผลมีอื่นปน    คนใช่เป็นเครื่องยนต์     กฎ กรอบ ก็เริ่มหายไป”

โดยเฉพาะอันนี้ชอบมาก  “กินเอ๋ยกินให้สุขให้สมใจ มดแมงด้วงตัวหนอนงูเงี้ยวก็เคี้ยวก็กินได้ โภชนาการไม่สนใจ อร่อยก็พอแล้ว” หึ หึ

***********************************

เพลงเหมือนโลกเบาขึ้นเลย

+++ อยากจะฟังแล้วใช่ไหม เรื่องหลังจากนั้น วันที่นำพาชีวิตใหม่

นอนยังยิ้มละไม ฝันได้ฝันด้วยหัวใจ อะไรอะไรก็เริ่มเปลี่ยนแปลง

เหมือนโลกเบาขึ้นเลย อะไรที่เคยยึดถือมา ได้วางลง ทุกสิ่งได้แปรผัน

ในเหตุในผลมีอื่นปน คนใช่เป็นเครื่องยนต์ กฎ กรอบ ก็เริ่มหายไป

+++ ตามเอ๋ยตามต้องการและตามใจ เส้นทางชีวิตไม่มีใครขีดเอาไว้ให้ใคร

สุขทุกข์จะได้ไม่ต้องไปโทษใคร ชีวิตเราเองหนา

กินเอ๋ยกินให้สุขให้สมใจ มดแมงด้วงตัวหนอนงูเงี้ยวก็เคี้ยวก็กินได้

โภชนาการไม่สนใจ อร่อยก็พอแล้ว

+++ คนเอ๋ยคนใครเลยจะสมบูรณ์ พลั้งไปแล้วก็แล้ว ก็หาหาทางเริ่มต้นใหม่

ดูหยาบช้า แต่ยังเชื่อ ลึกลึกในใจ ซ่อนไว้ความดี

+++ เหมือนโลกเบาขึ้นเลย อะไรที่เคยยึดถือมา เปิดตา เปิดใจ ก็มองเห็น

ได้เต้นได้ร้อง ได้ยิ้มเป็น สุขใจมันจึงไม่ยากเย็น ได้เอกเขนกสบายอุรา

ยามนี้ดู ชายหนุ่มสบายใจ ทุกข์และร้อนมันหายสลาย มองเห็นโลกใสสว่าง

แต่ชีวิตนี้หนอมีใคร …มีสุขเพียงอย่างเดียว

ขอให้อำนาจของหลักการและเหตุผลจงคุ้มครองท่าน :)

มกราคม 17, 2010 โดย maewjaidam
 
 

วันนี้ไปไปดู เร่ขายฝัน  เดอะมิวสิกคัลมา เป็นรอบสุดท้ายของการแสดงครั้งที่สอง ที่มีอยู่สามวันสามรอบ ผู้คนคับคั่งเป็นพิเศษ ก็เลยแวะมาถามว่า -อยากจะฟังฉันบ้างไหมเรื่องเหลวเรื่องไหล     ใครได้ฟังก็คงหัวเราะร่า อย่าไปเอาเป็นเรื่องราวว่ามีอะไรข้างใน แค่เพียงฟังให้เพลินก็พอ-  เรื่องก็เป็นเรื่องของเมืองสองเมืองที่มีแนวคิดในการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ระหว่างเมืองตรรกะกับเมืองเอกเขนก ชื่อของเมืองก็บอกคุณลักษณะของผู้คนกับแนวคิดในการดำเนินชีวิตแล้ว เป็นเรื่องราวของพันหนึ่ง แสนเก้า พายอาร์ พระจันทร์ ห้าสิบห้าสิบ ศูนย์พัน ไข่เจียว ยับยับ ปุยปุย ฯลฯ ไม่เล่าเนื้อเรื่องละกัน ขอผ่านเลยไป  

เพียงแต่แวะมาบอกว่า ชอบเพลงเฉลียงเป็นการส่วนตัวมาช้านาน ประมาณเติบใหญ่มาพร้อม ๆ กับเพลงของเฉลียง เนื้อเพลงแบบเฉลียง ก็คงเพราะเป็นเพลงไสตล์ที่มันเบรคหรือทำลายโลจิกแบบเส้นตรงโดยสิ้นเชิง พร้อม ๆ ไปกับเปิดพื้นที่ให้แนวคิดแบบ fuzzy logic ได้สำแดงตนอย่างเต็มที่ ทำให้ไม่ติดกับกรอบแนวคิดแบบเส้นตรง แบบแบ่งเส้นแบ่งข้างชัดเจน ประมาณแม่พิมพ์แม่สีและเฉดสีทั้งหลายไม่สามารถปรากฏสำแดงตนได้อย่างชัดแจ้ง  หรือ อาจจะบอกได้ว่าเป็นประเภทเดียวกับงานของบิคเซล ในสไตล์แบบโต๊ะก็คือโต๊ะ ก็ทำไมโต๊ะมันจะเป็นพรมเช็ดเท้าไม่ได้ ทำไมพรมเช็ดเท้าจะเป็นตู้กับข้าวไม่ได้ แล้วตู้กับข้าวทำไมจะเป็นนาฬิกาไม่ได้ และอะไรคือความแตกต่างระหว่างนิยามของ โต๊ะ พรมเช็ดเท้า ตู้กับข้าว กับนาฬิกา และถ้ามันสลับกลับตำแหน่งแห่งที่กันซะ โลกที่ว่าหนักแน่นมั่นคงนักหนา จะหนักแน่นมั่นคงดังว่าหรือเปล่า หรือว่าเป็นแค่สมมติ หึ หึ  

เนื้อเพลงที่ชอบก็อย่างเช่น อื่น ๆอีกมากมาย อื่น ๆ อีกมากมายที่ไม่รู้ อาจจะจริงเราเห็นอยู่ เผื่อใจไว้ที่ยังไม่เห็น หรือ บอดก็เพียงสายตาเท่านั้น แต่จิตใจก็ยังผูกพันความงาม อาจจะรับรู้ไปตามสูดกลิ่นงามฟังเสียงวิไลรมไม้บังเงา ต่างก็เพียงผู้จะชม สิ่งจะชมสำคัญในมันนั้นคืออันใด เหตุกับผลนั้นหรือว่าใจ หรือ สิ่งที่งามอยู่กับใจ บอดที่ใจเห็นไปยังไงไม่มีวันงาม โลกจะสวยนั้นสวยไปตาม จิตที่งามมองโลกสวยไปในทางดี   

หรือ คนมากมายก่ายกอง จ้องมองตั้งใจจะมองหา รอถึงเวลา จะไขว่จะคว้าทำความดี  แต่ใครเล่าใคร จะไปตั้งใจอะไรจะมาชี้ คนเรียกคนดี ติดที่เขาเอาใจใคร หรือ ยายจึงยิ้มแล้วสอนตาม จะมองเห็นความงามที่จริง อย่าขังความจริงไม่เห็น อย่างขังความงาม  หรือ ใครอยากมีฝันล้อมวงตรงเข้ามา มีฝันที่ว่าแบบหรูเลือกดูกัน คนที่ไม่มีฝันไกล ใครไม่กล้าจะฝันกัน ขายถูก ๆเท่านั้น ไม่เอาแพงเลย

หรือ หวานเกินเหตุจำเป็น ไม่เห็นต้องมากอย่างนี้ หวานพอเหมาะพอดี สมควร… หรือ อยากมีหมอน อยากมีหมอน อยากมีหมอนไว้นอนเล่นเผื่อกลับมาเวลาเย็น จะได้เล่นเกมง่วงนอน หรือ แหละชีวิต ต้องผิดหวัง ต้องผิดหวังพลั้งไปได้ อาจสมหวังได้ดังใจ ทุกสิ่งไปไม่แน่นอน หรือ หยุดชีวิต ที่ผิดหวัง ที่ผิดหวังยั้งไว้ก่อน เหนื่อยมันนัก พักลงนอน อยากมีหมอน อยากนอนหนุน นุ่นที่หนา หึ หึ  

สำหรับละครเพลงเรื่องนี้ นอกจากเพลงอื่น ๆที่ชอบอยู่แล้ว ก็ชอบเพลง “ตำนานเมืองตลก” ที่แปลงเนื้อร้องมาจาก “เพลงเรื่องตลก” ของเฉลียงมาก เพลงนี้ในเรื่องจุ้ยเป็นคนร้องเปิดเรื่อง 
 

ตำนานเมืองตลก 

ชายนิรนาม         อยากจะฟังฉันบ้างไหมเรื่องเหลวเรื่องไหล     ใครได้ฟังก็คงหัวเราะร่า
                            อย่าไปเอาเป็นเรื่องราวว่ามีอะไรข้างใน แค่เพียงฟังให้เพลินก็พอ

ชายนิรนาม         เรื่องราวมันนานหลายปี ต่างกันกับที่เจ้ารู้มา ตำรับตำราเล่มใดก็ไม่เหมือน
                            เรื่องราวของความขุ่นข้องเคือง นั่นคือมีเมืองอยู่สองเมือง
                            ต่างกันราวดินกับฟ้า
                            เมืองเอ๋ย เมืองตรรกะคือชื่อเมือง
                            สองคือเมืองชื่อเอกเขนกอยู่ห่างออกไปแสนไกล
                            และทั้งสองไม่รู้สักนิดว่ามีเมือง…อยู่อีกฝั่งฟ้า
                            คงเพราะเมืองสองเมืองต่างกันโดยสิ้นเชิง
                            เรื่องทั้งหลายจึงคล้ายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่
                            เล่าขานต่อๆกันมาไม่ว่าใคร ก็ยากจะลืมเลือน

เมืองตรรกะ
ชายนิรนาม        ช่างเป็นเมืองที่พร้อมเพรียง ด้วยเหตุผล ผู้คนมี
                           ความสุขมากมาย ในแบบของเขา เมืองของเหตุผล
 
                           เมืองสมบูรณ์ ยิ่งเจริญ ด้วยประชากร คุณภาพดี
                           ไม่มีคนจน  ไม่มีคนตกงาน  ในเมืองๆ นี้

 Chorus            ทุกคนมี หน้าที่ตน ทุกทุกคน ล้วนจริงจัง
                           ต้องถูกประเมิน ไม่มีการฝากฝัง ไม่มีอารมณ์
                           โชคชะตาไม่รู้จัก เพราะทุกอย่างเขาลิขิต
                            ด้วยการประมวล คำนวณหมดแล้วเส้นทางชีวิต
                           เรื่องการงาน เรื่องคู่ครอง จะทำอาชีพใด จะรักกับใคร
                           เกิดมาทำไม ต้องผ่านการประเมิน
                                                      
                        
                           คนนี้เกิดมาเป็นครู เป็นด๊อกเตอร์ เป็นภารโรง
                           โบกปูนขับรถ คือเกิดมาแบบไหน ต้องเป็นแบบนั้น
                           ช่างเป็นเมือง ที่พร้องเพรียง ด้วยเหตุผล ผู้คนมี
                           ความสุขมากมาย ในแบบของเขา เมืองของเหตุผล

ชายนิรนาม        เรื่องมันแปลก  เมื่อคืนหนึ่ง  ไม่ควรเกิดขึ้นได้เลย เรื่องราววุ่นวาย เริ่มขึ้นตรงนี้…วันที่ไฟดับ

เรื่องก็เริ่มขึ้นตรงนี้ หึ หึ วันที่ไฟดับ  อยากจะฟังฉันบ้างไหมเรื่องเหลวเรื่องไหล     ใครได้ฟังก็คงหัวเราะร่า อย่าไปเอาเป็นเรื่องราวว่ามีอะไรข้างใน แค่เพียงฟังให้เพลินก็พอ

สรรพสิ่งเราเห็นอยู่ เกิดขึ้นล้วนด้วยเหตุผล

ดังนั้น ขอให้อำนาจของหลักการและเหตุผลจงคุ้มครองท่าน :)

one-sided Marxism :)

มกราคม 17, 2010 โดย maewjaidam

 

อืม ลองมาแกะดูว่าทำไมการหายไปของหนังสือเล่มหนึ่งของมาร์กซ์จึงมีความสำคัญ(ขนาดนี้)ในทัศนะของลีโบ การหายไปของหนังสือหนึ่งเล่มในส่วนของ “wage labour” มีความสำคัญก็เนื่องจาก มันจะช่วยแก้ไขฟื้นฟูการทำความเข้าใจแนวคิดทฤษฏีของมาร์กซ์ที่มีลักษณะ economism หรืออาจจะพูดง่าย ๆ ว่าที่ตกอยู่ใน trap บางประการของ pol econ (เน้นว่าเป็น classical) ที่มาร์กซ์ต้องการวิพากษ์วิจารณ์นักหนา ในอีกประการก็คือเป็นการฟื้นฟูแนวคิดแบบ totality ของมาร์กซ์(โดยเฉพาะมาร์กซ์หนุ่ม)ให้กลับมาใหม่ เนื่องจากการยึดเอา Das K เป็นหลักเป็นเพียง One-sided Marxism ที่เป็นการให้อรรถาธิบายจากมุมมองของ Capital เท่านั้น เนื้องจากมุมมองแบบนี้ใช้แว่นสายตามของทุนมองกระบวนการทำงานหรือกลไกการทำงานในด้านต่าง ๆ ของระบบเศรษฐกิจ(สังคม) ซึ่งส่วนที่ขาดไปหรือ another sided Marxism ก็คือหนังสือส่วนที่หายไป อันเป็นการมองจากมุมของ แรงงาน ซึ่งเป้าหมายก็แตกต่างทุนอย่างชัดเจน คือในขณะที่ทุนเน้นการแสวงหากำไร หรือ valorization แรงงานมองไกลไปอีกมุมที่ human development ที่อาจจะบอกว่าก็คือ emancipation นั่นเอง

ลองมาดูว่าลีโบ พูดอะไรเอาไว้บ้าง

Marx’s works outside Capital suggests that he retained his early conception of capitalism as a whole- a conception encompassing the sides of both capital and wage-labor and their interactions. The fact, however, that Capital does not explore the side fo wage-labor and those interactions has meant that the Marxism that uncritically rests upon it shares its one-sidedness.

อีกประเด็นที่สำคัญก็คือ การมองแบบด้านเดียวนั้นไม่พอ การนำอีกด้านกลับมาก็เป็นประเด็น แต่ประเด็นที่สำคัญก็คือ การนำอีกด้านเข้ามาทำให้การมองภาพเป็น dynamic interaction ทำให้การ roll การอรรถาธิบายของมาร์กซ์นั้นเป็นไปอย่างไม่เป็นกลไกหรือแข็งทื่อ (จนเกินไป) จนอาจจะเรียกว่า dogmatic การ roll หรือม้วนเป็นเกลียวไปแบบนี้ยังทำให้อรรถาธิบายเรื่อง class stuggle นั้นชัดเจนยิ่งขึ้น คือการมองจากมุมของทุน การขัดแย้งหรือต่อสู้ทางชนชั้นก็เห็นภาพ แต่มันให้ภาพแบบด้านเดียว ถึงเรียกว่า one-sided การมองจากภาพหรือสายตาของแรงงาน ก็จะให้ภาพจากอีกด้าน พูดง่าย ๆ คือไม่ดูเบาแรงผลักด้นภายในของฝ่ายแรงงานเอง  คือไม่ได้มองแค่การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่ง (ตัวอย่างเช่น) ค่าแรงที่เพิ่ม ชั่วโมงการทำงานที่ลดลง (เท่านั้น) เพราะอันนั้นเป็นมุมมองของทุน แต่การมองจากมุมของแรงงานจะเป็นการให้ภาพในอีกมิติหนึ่ง โดยเฉพาะการเน้น class for itself  ที่มีเป้าหมายที่ชัดเจนกว่า (การเรียกร้องเฉพาะหน้า) โดยมีการพัฒนามนุษย์ ที่เรียกว่า human development เป็นสำคัญ ดังนั้นมิติการมองก็จะเปิดกว้าง และเป็น economism น้อยลง  ลีโบจึงกล่าวว่า

Thus, to look merely at wage-labour for itself and its stuggles to achieve its immediate goals (higher wages, lower workday, and so on) is not to situate it adequately within the totality- as wage-labour in relation to capital. The necessary struggle of workers to dissolve differences among themselves ( to constitue themselves as One) and to divide capital against itself- i.e., teh struggle to wage-labous to defeat capital, to negate its negation in order to posit itself- would be obscrued. And this, too, is economism.

กล่าวโดยหยาบ ๆ ก็อาจจะบอกได้ว่า การมีหรือไม่มี หนังสือที่พิจารณาจากมุมมองของ  Wage labour นั้น มีผลแก้ไขคุณลักษณะแบบ economism ของแนวคิดแบบ มาร์กซิสม์ที่ยึดติดกับความเป็น dogma ของ Das K ในขณะเดียวกันก็พลิกฟื้นการพิจารณาแบบ totality อันเป็นคุณลักษณะที่สำคัญของการวิเคราะห์แบบมาร์กซ์กลับเข้ามาใหม่

Marx’s missing book: wage labour

มกราคม 15, 2010 โดย maewjaidam

วันนี้นั่งอ่านงานของ Lebowitz เล่มนี้ Beyond Capital: Marx’s Political Economy of the Working Class เพิ่งได้มาเมื่อสองวันก่อน อ่านแล้วก็เริ่มวางไม่ลงทั้ง ๆ ที่จริง ๆ มีงานสำคัญค้างคาอยู่หลายอย่าง แต่ก็นั่นนะละปัญหาเดิมคือ ความสงสัยใคร่รู้ในบางเรื่องนั้นแรงกว่าบางเรื่องแบบผิดกันลิบลับ อันนี้ก็ต้องบอกว่าเป็นนิสัยส่วนตัวที่ไม่ดีนัก หึ หึ อ่านแล้วก็วางไม่ลงจริง ๆนะละอย่างที่บอก ในเล่มนี้ลีโบ(เรียกเองละกันว่าลีโบ)บอกว่า สำหรับงานของมาร์กซ์นั้นน่าจะมีเล่มหรืองานที่ไม่สมบูรณ์หรือพูดง่าย ๆ ว่าเป็น missing book ที่สำคัญสุด ๆ อยู่หนึ่งเล่ม คือ เล่มที่เกี่ยวกับ Wage labour เนื่องจากอย่างที่ทราบกันว่าถ้าอ่านใน กรุนไดรท์หรือบางคนเรียกว่า กรุนดิซเซ จะพบว่ามาร์กซ์วางแผนไว้ว่าจะเขียนงานในซีรีย์ (life-long series) ของตัวเองทั้งหมดหกเล่มด้วยกันคือ Capital, Landed Property, Wage Labour, State, International Trade, World Market แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้วประสบผลสำเร็จแค่ Das K

บางคนก็บอกว่า มาร์กซ์เปลี่ยนแผนคือได้นำเอาหัวข้ออื่น ๆ ใส่เข้าไปใน Das K บ้าง แต่บางคนก็บอกว่าไม่จริงมันมีบางส่วนใช่ แต่บางส่วนที่สำคัญอย่างเช่น เล่ม Wage Labour นั่นมาร์กซ์ยังไม่ได้เขียน หรือตั้งใจจะเขียนอยู่ และยังไม่ได้จับใส่เข้าไปใน Das K ทั้ง 3 เล่มเลย ซึ่งลีโบก็อยู่ในพวกหลังนี้ที่เชื่อว่า มาร์กซ์ยังไม่ได้เขียนเล่ม Wage Labour แถมยังบอกเอาไว้ด้วยว่ายังไม่ได้เขียน ปัญหาของการเขียนหรือไม่เขียนเล่มนี้ก็คือ มันมีประเด็นให้ถกเถียงกันถึงความไม่สมบูรณ์หรือความไม่ลงรอยกันบางอย่างในทฤษฏีหรือการวิเคราะห์ของมาร์กซ์ใน Das K จริงๆ มันก็มีประเด็นให้ถกเถียงกันอยู่เรื่อย ๆ ในหลายเรื่อง แต่ประเด็นในที่นี้เป็นเรื่องของแรงงาน ที่พูดถึงความต้องการของแรงงานที่เป็นความต้องการขั้นต่ำที่เราพูดถึงในการผลิตซ้ำแรงงานจำเป็น ว่ามันมีความคงที่ หรือกำหนดไว้ได้หรือเปล่า นั่นคือ real wage นั้น constant หรือเปล่า หรือมันมีการเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของสังคม วัฒนธรรม อะไรทำนองนี้ เพราะในการวิเคราะห์บางตอนใน Das K นั้นในบางครั้งก็เสมือนหนึ่งมาร์กซ์จะกำหนดให้คงที่ และถ้ามาร์กซ์กำหนดให้คงที่ แล้วถ้า productivity ของการผลิตโดยเฉพาะแรงงานนั้นเปลี่ยนแปลงไป ประเด็นที่ แซมมวลสันยกมาเรื่อง logical incompatibility of 2 laws : the law of falling rate of profit and the law of immiseration of the working class ก็อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งลีโบบอกว่าความจำเป็นขั้นต่ำนั้น(มีส่วนที่) มีการเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของสังคมและวัฒนธรรม ด้วยเหตุนี้ โลจิกสองอันนี้ไม่ได้ขัดกัน และที่ในบางครั้งมาร์กซ์กล่าวอ้างว่า “คงที่” ก็เพราะมาร์กซ์พิจารณาในมุมของ Das K ซึ่งเป็นมุมของทุน และต้องการชี้ให้เห็นบางประเด็น ซึ่งเมื่อเลยผ่านตรงนี้ไปมาร์กซ์ก็จะ drop ข้อสมมตินี้ไป เสีย

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การวิเคราะห์ของมาร์กซ์ใน Das K นั้น ลีโบบอกว่าเป็นเพียงด้านเดียวคือวิเคราะห์จากมุมของทุน หรือจากกระบวนการทำงานของทุน ก็คือการผลิตซ้ำ(แบบขยายตัว)ของทุน ใน motto ที่เรารู้จักกันดี ว่า Accumulate accumulate ซึ่งถ้ามองจากการวิเคราะห์แบบนี้ด้านเดียว ก็มีการวิจารณ์กันว่ามาร์กซ์ตกไปอยู่ในกับดักของ POL ECON ที่มาร์กซ์ต้องการจะวิพากษ์นั่นแหละ ประเด็นมีมากกว่านั้นแต่ขอข้ามไป

ลีโบก็เลยบอกว่า เพื่อให้การวิเคราะห์ของมาร์กซ์สมบูรณ์มันก็ต้องมีการวิเคราะห์จากมุมแรงงานด้วย นั่นก็คือ หนังสือเล่มที่หายไปของมาร์กซ์นั่นเอง ซึ่งก็แน่นอนว่าสองมุมนี้มีความขัดแย้งกันอย่างชัดเจน แต่ภายใต้ความขัดแย้งก็คือ การดำรงอยู่ของอันหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับการดำรงอยู่ของอีกอันหนึ่ง การผลิตซ้ำอันหนึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการผลิตซ้ำของอีกอัน ถ้ามองแบบความสัมพันธ์ก็อาจจะพูดแบบโง่ ๆ ได้ว่า เพราะมีแรงงานถึงมีทุน และเพราะมีทุนจึงต้องมีแรงงาน และเพราะมีการผลิตซ้ำสองวงนี้จึงมีวิถีการผลิตแบบทุนนิยม ซึ่งลีโบก็ดีเบทไว้หลายประเด็นแต่สรุปแบบนี้คือ

Consider the process of production of capital and that of wage-labor. Firstly, these processes are opposites. In the first, labor-power is consumed by capital, exists for capital; in the second, labor-power is consumed by the worker and existed for the worker. In the first, the means of production posses and dominate the worker; in the second they are possessed and dominated by the worker. The distinction thus is one of the worker for capital vs the worker for self.

Further, these processes exclude each other. The worker cannot be for capital and self simultaneously. The more time the worker exists for capital, the less time there is for herself. Similarly, the greatest the intensity of work for capital, the more energy consumed by capital, the less which is available for self. Thus, labour for capital is distinct for labor for self; it is labor alienated from self. The worker is only for self when she is not a worker for capital.

แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ (และเราว่านี่ก็คือวิธีการวิเคราะห์แบบไดอาเล็กติกสุด ๆ ของมาร์กซ์ ซึ่งมนุษย์บางประเภทที่คิดแบบเป็นเหตุเป็นผลแบบเส้นตรง แบบคาร์เทเซียนจะไม่สามารถเข้าใจได้เลย ให้ตายเถอะโรบิน)

Finally, these processes, which are opposites and exclude each other, are also necessarily to each other. If the worker does not produce for capital, she does not produce for herself; if she does not produce for herself, she is not available for capital. If capital does not go through its circuit, the worker cannot go through hers; if the worker does not go through her circuit, capital cannot proceed through its. The reproduction of capital requires the reproduction of wage-labour as such; the reproduction of wage-labour as such requires the reproduction of capital. The two processes of production this presuppose each other. They are unity.

ยังอ่านไม่จบดี แต่คาดว่าจะต้องพยายามปิดเล่มให้ได้ในเร็ววัน เพราะสนุกกว่าอ่านนวนิยายของแดนบราวน์กับอากาธาร์รวมกันซะอีก แต่เผลอหลุดโลจิกไม่ได้เลย ต้องเช็คกลับไปกลับมาอยู่ตลอดเวลา ให้ตายเถอะ หึ ๆ ประเหมาะเคราะห์ดีว่าเพาะภูมิคุ้มกัน Das K มาพอสมควร แม้ว่าจะกระพร่องกระแพร่งเพราะไม่รักดีอยู่บ้าง  ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็อาจจะเดี้ยงไปแล้ว แล้วจะมาเล่าให้ฟังใหม่ละกัน

อ๊ะ อะ อา โย้ โอ้ โอ อะ อา อ๊อด อ๊อด

มกราคม 7, 2010 โดย maewjaidam

 

มากันอีกมู้ด หึ ๆ วันนี้พยายามถามไถ่คนรอบตัวหลายคนว่าเคยฟังเพลงนี้กันหรือเปล่า “เพลง อ๊อด อ๊อด”  ของ The Richman Toy มีแต่คนทำหน้าประมาณว่ามันพูดอะไรกันฟะเนี่ย มาอ๊อด อ๊อด อะไรอยู่ข้าง ๆ  ก็เลยคอตกกลับออกมา โชคดีมีคนใกล้ตัวรู้จักอยู่ตั้งหนึ่งคน แถมยังดูเอ็นจอยกับเพลงนี้เหมือนกันด้วย เนื้อเพลงจ๊าบสุด ๆ ตัวแดง ๆ ข้างล่างนะละ มู้ดประมาณ “ อ๊ะ อะ อา โย้ โอ้ โอ อะ อา อ๊อด อ๊อด” เนี่ย รับกันได้ไหมเนี่ย เนื้อเพลงที่ตามมาก็มิกซ์อัพกันสุดฤทธิ์ ครีเอทีฟสุด ๆ (ชอบ) เวลาร้องต้องทำเสียงแบบอึ่ม ๆ เมา ๆ ไม่ให้รู้ว่าร้องอะไรจะจ๊าบเหมือนต้นฉบับริชแมนทอยสุด ๆ ก็เลยเหมารวมเอาว่ายังเกาะติดวัยจ๊าบได้อยู่ หลังจากเกาะติดวัย(ใกล้ค่ำ)ไปแล้วข้างล่าง จะได้ตามลูก ๆ หลาน ๆ ทัน หึ ๆ หลังจากนั่งฟังนอนฟังเพลง “อยู่บำรุง” อยู่นานสองนานตั้งแต่ปีก่อน วันนี้ยังแนะนำคนใกล้ตัวให้ฟัง เพลงนี้ก็น่าร๊ากกกกสุด ๆ เหมือนกัน(ของว่านเอเอฟ) อารมณ์ประมาณฟังไปยิ้มไปเช่นกัน ใครอยากฟังแวะไปได้ที่ลิงค์ข้างล่าง ฟังแล้วอารมณ์ดีไปทั้งวัน :)

เพลงอ๊อด อ๊อด http://music.mthai.com/music/3440

เพลงอยู่บำรุง http://www.ijigg.com/songs/V24D4G44P0


อ๊ะ อะ อา โย้ โอ้ โอ อะ อา อ๊อด อ๊อด อะ อา โย้ โอ้ โอ อ๊อด อ๊อด อ๊ะ อะ อา โย้ โอ้ โอ อะ อา อ๊อด อ๊อด อะ อา โย้ โอ้ โอ อ๊อด อ๊อด

 คอย…วอนฉัน Go พบเจอ ลองเขียน Letter Letter ไปถึงเธอ She…ดั่งดอกฟ้า Inter ตัวฉัน In love In love No but you

* มอง มอง มอง ฉันมองแต่ Telephone เมื่อไหร่เธอจะ Confirm นัดกับชายคนนี้ จอง จอง จอง ที่นั่งใน Restaurant หวังว่าวันวาเลนไทน์ปีนี้จะไปกับ

** You love me and I love you อยากบอกว่า Want you. Please listen to me ได้ไหม No but you เอ๋า No but you, Will you marry me.

อ๊ะ อะ อา โย้ โอ้ โอ อะ อา อ๊อด อ๊อด อะ อา โย้ โอ้ โอ อ๊อด อ๊อด อ๊ะ อะ อา โย้ โอ้ โอ อะ อา อ๊อด อ๊อด อะ อา โย้ โอ้ โอ อ๊อด อ๊อด

You…อาจไม่ Understand ว่า I ต้องการเป็นแฟน เป็นแฟน ควงแขนกัน I…อยากจะเป็น Someone เลย Sing a song a song มาบอก You

(*,**)

อ๊ะ อะ อา โย้ โอ้ โอ อะ อา อ๊อด อ๊อด อะ อา โย้ โอ้ โอ อ๊อด อ๊อด อ๊ะ อะ อา โย้ โอ้ โอ อะ อา อ๊อด อ๊อด อะ อา โย้ โอ้ โอ อ๊อด อ๊อด

(**,**)

อ๊ะ อะ อา โย้ โอ้ โอ อะ อา อ๊อด อ๊อด อะ อา โย้ โอ้ โอ อ๊อด อ๊อด อ๊ะ อะ อา โย้ โอ้ โอ อะ อา อ๊อด อ๊อด อะ อา โย้ โอ้ โอ อ๊อด อ๊อด อ๊อด เลย

มองดูเดือนรูปเคียวเกี่ยวดาวน้อย

มกราคม 7, 2010 โดย maewjaidam

วันนี้ได้ซีดีเพลงใหม่ของกวีซีไรท์ ศักดิ์สิริ มีสมสืบ มาโดยบังเอิญ ชื่อของอัลบั้มคือ “บทเพลงกวี : เกี่ยวก้อย” กลับมานั่งเปิดฟังดู ชอบอยู่หลายเพลง ปกติก็ชอบฟังเพลงหรือบทกวี(กลอน)ของศักดิ์สิริอยู่แล้ว เพลงที่รู้จักก็คือเพลงที่ศักดิ์สิริแต่งให้จุ้ยร้อง ประมาณชิงช้าที่แกว่งไกวอาจไปไกลถึงดวงดาว และถ้ามีโอกาสก็ฟังเพลงของศักดิ์สิริอยู่เรื่อย ๆ แม้ว่าจะนึกไม่ออกเลยว่า เฮียแกร้องเพลงได้ไงเนี่ย หึ ๆ จินตนาการสุดฤทธิ์ (จริงๆ ศักดิ์สิริก็เคยร้องให้เห็นอยู่เหมือนกัน แต่เวลาได้ยินทีไรก็ต้องนั่งจินตนาการใหม่ทุกที)  วันนี้ยังพูดกับคนใกล้ตัวบางคนว่า นึกถึงเพลงสไตล์จุ้ย แต่จุ้ยจะมีอารมณ์ประมาณขบขันมีมุกตลกมากกว่า แต่ถ้าเป็นศักดิ์สิริก็ประมาณโรแมนสสส์ลูกเดียว พอ ๆ กับเวลานึกถึงเจ้าชายโรแมนติก(พิบูลย์ศักดิ์)อารมณ์ประมาณนั้น พอพลิกอัลบั้ม(กับหนังสือดู)ก็ปรากฏว่าจุ้ยกับกะทิกะลา เป็นคนขอศักดิ์สิริมาทำใหม่จริง ๆ  เลยเอาเนื้อเพลงเกี่ยวก้อยมาฝากกัน(ขอแวะบ่นกะทิกะลาหน่อยละกัน พิมพ์เนื้อเพลง(บทกลอน)ผิดหลายที่หลายเพลงเลยเฟ้ย) ตัวบทเพลงก็พยายามหาอยู่แต่หามาแปะให้ฟังไม่ได้ หึ ๆ เพราะเป็นที่รู้จักมากเลย ฮิต(จัด) (เฉพาะกลุ่ม) เอาเนื้อ(กลอน)ไปจินตนาการถึงเสียงศักดิ์สิริเอาละกัน ไม่งั้นคงต้องไปหาฟังหาซื้อกันเอาเอง ฟังเพลง(อัลเทอร์เนทีฟ)กันบ้าง

เกี่ยวก้อย (ศักดิ์สิริ มีสมสืบ)

มองดูเดือนรูปเคียวเกี่ยวดาวน้อย

เราเคยมีก้อยเรียวเกี่ยวก้อยมา

มามีเราก้อยเดียวจะเกี่ยวก้อยใครก้าวไปข้างหน้า

มาใครมีก้อยเรียวมาเกี่ยวก้อยกัน

มามาแนบหูฟัง ฟังสิฟังอกดิน

ฟังฟังคงได้ยินเหมือนดังอกฉัน

มีมีความมุ่งหวัง มีมีความใฝ่ฝัน

รอรอวันงอกเงยงอกงาม

อกผืนดินกระหาย คอยฝนพรมพร่างพราย

เมฆฝนลอยอย่าลอยห่างหาย

กฉันเอยหวั่นไหว คอยรักพรมพร่างพราย

เมฆน้ำใจอย่าลอยห่างเหิน

มามีเราก้อยเดียวจะเกี่ยวก้อยใคร

มาเธอมีก้อยเรียวมาเกี่ยวก้อยกัน

จะผูกเปลให้นอน ผูกชิงช้าให้นั่ง

นั่งชมเดือนรูปเคียวเกี่ยวดาวน้อย

คนุลป์และคลิงซอร์ของ Hesse

มกราคม 4, 2010 โดย maewjaidam

สองวันก่อนมีนัดกินข้าวแถวพารากอน เลยถือโอกาสแวะเวียนไปร้านคิโนะเหมือนเช่นเคย คราวนี้ได้ของที่ตามหามาชาติเศษติดมือมาด้วยแบบคาดไม่ถึง เนื่องจากแวะเวียนไปรื้อ ๆ ค้น ๆ แถวชั้นวรรณกรรมอย่างใจจดใจจ่อ(ประนึงหาขุมทรัพย์ยังไงยังงั้น) แล้วก็ได้หนังสือของเฮสเสที่ตามหาเป็นวรรคเป็นเวรจนเริ่มรู้สึกว่าหรือเล่มนี้อาจจะไม่มีอยู่จริง หึ ๆ เพราะไม่เคยเห็นที่ไหนเลยนี่หวา อาจจะเพราะมันพิมพ์มานานมา แล้วก็ขาดตลาดไป เล่มที่ตามหามาชาติเศษนี้คือ คนุลป์ (วิธีของผู้วเนจรบนเส้นทางแห่งโลก) แถมยังโชคดีได้อีกเล่มที่ไม่เคยเห็นติดมือมาด้วย คือ ไฟชีวิต (ฤดูร้อนปีสุดท้ายของคลิงเซอร์) ทั้งสองเล่มเป็นผลงานการแปลของ สดใส (เช่นเคย) ตอนนี้จะได้จบภารกิจการเก็บงานของเฮสเสเสียที่ กลับมาบ้านก็ดึกดื่นมากแล้ว แต่ก็อดไม่ได้ที่จะต้องหยิบเอา คนุลป์มาอ่าน

อ่านแล้วก็ได้กลิ่นอายของตัวเอกในเรื่อง บทเรียน สิทธารัตถะ นาร์ซิสซัลและโกมุนด์ ซะอย่างงั้น ตัวเอกคือคนุลป์เป็นเหมือนดักแด้ที่จะก่อรูปหรือมีพัฒนาการออกมาเป็นผีเสื้อสีสันสดใสใน สิทธารัตถะ และกลายเป็นตัวเอกของเกมส์ลูกแก้วในที่สุด อ่านแล้วรู้สึกว่าพัฒนาการของตัวเอกของคนุลป์(รวมถึงคลิงซอร์)นั้นยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการก่อรูปของความคิดความเชื่อทางปรัชญาและศาสนา(ถ้ามี)ของเฮสเส รู้สึกว่าเฮสเสยังเดินอยู่กลางทาง คือตั้งคำถามกับบางเรื่อง ทำความเข้าใจหรือสำรวจทดสอบในบางเรื่อง แต่ยังไปไม่ถึงปลายทาง หรือไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหน ไปอย่างไร ครึ่ง ๆ กลาง ๆ พอไปที่หมาป่าเปลี่ยวสเตปเปนวูฟของเรา เฮสเสก็อาจจะไขว้เขวไปบ้างโดยการเดินออกนอกเส้นทางไปสำรวจตรวจสอบบางเรื่องเล่น แต่พอมาถึง สิทธารัตถะ ก็อาจจะเรียกว่าก่อรูปก่อฐานพร้อมแล้ว มั่นคงดีแล้ว พอมาถึง เกมส์ลูกแก้ว ก็เสร็จสมบูรณ์ครบถ้วนสวยงามแบบเย็นตาพอดีพอเหมาะ

ตัวเอกของคนุลป์ก็คือ คนุลป์ ก็ทำให้นึกถึงตัวเอกของเรื่อง อีเดียด ของตอสโตเยฟสกี ที่มีลักษณะแบบน่ารักน่าเอ็นดูที่ไปไหนเจอใครใครก็รักแต่ตัวเอกแบบนี้ก็มีลักษณะเฉพาะอีกอย่างที่ควบคู่กันมาด้วย คือ อยู่กับโลกและผู้คน มองโลกและผู้คน เข้าใจโลกและผู้คน แต่ไม่พัวพันหรือไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโลกและผู้คนเหล่านั้น ผู้คนอาจจะมีความสุขหรือเจ็บปวด หัวเราะหรือร้องไห้ และตัวเอกทั้งสองก็อาจจะหัวเราะหรือร้องไห้ไปกับผู้คนเหล่านั้น แต่ฉับพลันทันทีเราก็จะรู้ว่ามันเป็นการหัวเราะหรือร้องไห้ที่แตกต่างกันออกไป เนื่องจากการหัวเราะและร้องไห้แบบนี้มีระยะห่างช่องว่าง หรือการไม่สามารถเป็นหนึ่งเดียวกับโลกหรือผู้คนไปด้วย เหมือนมีสายตาที่รับรู้และมีหูจมูกและปากที่จะฟังรับกลิ่นและรับรส มีผิวสัมผัสจะสัมผัสกับโลกและผู้คน แต่ต่อให้เห็น ฟัง ได้กลิ่น รับรส หรือสัมผัสอย่างไร ผู้คนประเภทนี้ก็เหมือนไม่ได้อยู่ร่วมด้วยตรงนั้นหรือดูเหมือนจะต่างออกไป เหมือนจะจมจ่อลงไปด้วยกันในน้ำแต่ถึงจมจ่อลงไปด้วยแต่ก็ไม่ดูดซับน้ำกลับขึ้นมา เหมือนมีเยื่อบาง ๆ บางอย่างขวางกั้นเอาไว้ นอกจากนี้ทำให้รู้สึกว่าได้กลิ่นอายบางอย่างของ พี่น้องคารามาซอฟ ตอนแรกความคิดนี้แวบเข้ามา แต่นึกเท่าไรก็นึกไม่ออกว่ามันเชื่อมกับอะไร หรือจากไหนหนอ นึกไปนึกมาก็ ใช่เลยเนี่ย นึกถึงตัวละครบางตัวที่เป็นในเรื่องของพี่น้องคารามาซอฟซะอย่างนั้น

ที่บอกว่าตัวเอกในเรื่องคนุลป์กับคลิงซอร์ยังอยู่กลางทางซึ่งสะท้อนให้เห็นพัฒนาการทางความคิดของเฮสเสไปด้วย นั่นคือ คนุลป์และคลิงซอร์นั้นถึงรับรู้รับทราบแต่ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือพัวพันกับโลก ใช่ ที่เป็นแบบนั้น แต่ตัวเอกทั้งสองก็รู้สึกเหมือนละล้าละรัง ไม่รู้สึกเสียดายแต่ก็ไม่อาจตัดขาด เหมือนจะยอมรับในโชคชะตาแต่ก็เหมือนจะตัดพ้อ เหมือนจะเหวี่ยงคำถามออกมาแล้วก็หาคำตอบไม่ได้ เลยไปอิงกับพระเจ้า โชคชะตา การเป็นหนึ่งเดียวกับโลกและธรรมชาติในรูปแบบของสีและศิลปะบ้าง แต่รับความรู้สึกของความสับสน ความไม่แน่ใจ และการตะเกียกตะกายไขว่คว้าคำตอบหรือจุดอ้างอิงอะไรบางอย่างเอาไว้ได้จากตัวเอกของเรื่องทั้งสอง หรือการอ่านงานของเฮสเสให้อรรถรสอาจจะต้องลองเรียงลำดับงานเขียนของเขาควบคู่กับไปกับการคลี่คลายทางความคิดของเฮสเสในวรรณกรรมเหล่านั้นไปด้วย อืม

ยกเอาบางตอนของคนุลป์มาฝากกัน

“ “คนโชคดี” ช่างฟอกหนังรำพึงอย่างแอบอิจฉา และขณะเดินไปที่บ่อฟอกหนัง รอธฟุสยังครุ่นคิดถึงเพื่อนนิสัยแปลก ๆคนนี้ ที่ชีวิตไม่ต้องการอะไร นอกจากขอแค่ได้เห็นแล้วช่างฟอกหนังก็บอกไม่ได้ว่าชีวิตเช่นนี้เรียกร้องมากเกินไปหรือน้อยเกินไป คนอื่น ๆ ที่ทำงานหนัก ได้ก้าวล้ำนำหน้าเขาไปแล้วในหลาย ๆ เรื่อง แต่เขาเหล่านั้นไม่อาจมีมือที่สวยสง่าบอบบางอย่างที่เขามี ไม่อาจเดินตัวปลิวอย่างเริงร่าได้เท่าเขา ใช่สิ คนุลป์ทำถูกแล้ว ที่ใช้ชีวิตตามที่ธรรมชาติของเขาเรียกร้อง ซึ่งน้อยคนนักจะทำได้ อย่างเช่น การพูดคุยกับคนแปลกหน้าเหมือนตัวเขาคือเด็กเล็ก ๆ และทำให้คู่สนทนาถูกอกถูกใจ เขาสามารถพูดคุยเรื่องสนุก ๆ ได้กับหญิงทุกวัย ทำให้วันทำงานทุกวันเป็นเหมือนวันอาทิตย์ คุณต้องยอมรับเขาอย่างที่เขาเป็น และถ้าต้องการหลังคาคุ้มหัว การได้เอื้อเฟื้อแก่เขาก็นับได้ว่าเป็นเกียรติน่าสุขใจ และจริง ๆ แล้วคุณน่าจะต้องขอบคุณเขาด้วยซ้ำ เพราะเขานำความเบาสบายอย่างรื่นรมย์มาสู่บ้านของคุณ”

“แต่พร้อม ๆกันนั้นเขาก็อดหัวเราะไม่ได้ เมื่อนึกถึงคำพูดเชื่อง ๆ ขี้โอ่ของช่างฟอกหนังเกี่ยวกับความสุขของชีวิตครอบครัวและการแต่งงาน คนุลป์รู้เรื่องอย่างนี้ดี เวลาคนเราพูดคุยโวถึงความสุขหรือคุณธรรมของตน คนคนนั้นมักจะมีสิ่งที่ตนพูดถึงไม่มากนัก ศีลธรรมของช่างตัดเสื้อก็ไม่แคล้วไปจากนี้ คุณอาจสังเกตเห็นความโง่เขลาของมนุษย์ คุณอาจหัวเราะหรือสงสารเขา แต่คุณต้องปล่อยให้พวกเขาเดินไปตามทางของตน”

“สำหรับผมแล้วไม่มีอะไรจะสวยงามไปกว่าดอกไม้ไฟยามค่ำ มีลูกไฟสีฟ้าสีเขียวพุ่งขึ้นไปในความมืด พอทะยานขึ้นไปถึงจุดสวยงามสูงสุด มันจะแตกกระจาย แล้วหายไปเมื่อคุณมองมัน คุณมีความสุขแล้วก็ไหวหวั่น พร้อม ๆกันไป เพราะชั่วประเดี๋ยวเดียวทุกอย่างก็จะหายไปไม่เหลือ ความสุขกับความกลัวเกี่ยวก้อยกันไป และความรู้สึกนั้นก็สวยงามกว่าถ้ารู้ว่ามันจะยั่งยืนตลอดไป คุณไม่รู้สึกอย่างนี้บ้างละรึ”

“คนุลป์พูดว่า มนุษย์ทุกคนมีวิญญานของตนเอง เขาไม่อาจนำไปผสมปนเปกับวิญญานของคนอื่น ๆ คนสองคนอาจพบกันได้ เขาอาจพูดคุยสนทนากัน เขาอาจใกล้ชิดกัน แต่วิญญานของเขาแต่ละคนก็เช่นเดียวกับดอกไม้ ที่แต่ละดอกก็มีรากของมันเอง ดอกไม้ดอกหนึ่งไม่อาจไปสู่อีกดอก เพราะถ้าทำอย่างนั้นมันก็จะหลุดลอยไปจากรากของตน ซึ่งมันทำไม่ได้ ดอกไม้ให้กลิ่นหอม ให้เมล็ด เพราะมันอยากไปหากันและกัน แต่ตัวดอกไม้เองนั้นไม่อาจะทำให้เมล็ดปลิวไปที่ไหนได้ตามใจ ลมเป็นตัวพัดพาไป และสายลมจะมาจะไปก็แล้วแต่ความพอใจของมัน”